วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ใจที่ประนม

ท้องฟ้าในวันนี้ขมุกขมัวดูไม่สู้จะสดชื่นเท่าไหร่นัก ขณะที่ฉันยืนอยู่ริมระเบียง มันเป็นระเบียงแคบที่ถูกปูไว้ด้วยกระเบื้องสีเทา ไม่ได้กว้างใหญ่ไพศาลอะไร พื้นที่ของมันแค่คนยืนสองคนก็เต็มแล้ว


ข้าวหอมมันปูในหม้อหุงข้าวใบน้อยเริ่มส่งกลิ่นหอมขึ้นมาราวกับเป็นสัญญาณเตือนว่าอีกไม่กี่อึกฉันใจจะได้มีเวลาในมื้ออาหารที่ทำจากฝีมือของตัวเองสักที หลังจากที่สู้อุตสาห์ทำด้วยใจพากเพียรพยายามมาแรมชั่วโมง


ตะหวิวในมือของฉันตะหวัดตัวเองไปมาอย่างพิถีพิถัน ก่อนที่หมูกับหอมหัวใหญ่จะค่อย ๆ เรียงตัวเองลงบนจานสีน้ำเงิน สีแดงของมันตัดกับสีของจานจนฉันต้องเปลี่ยนจานใหม่ หาไม่คงจะตักผิดตักถูกก็เป็นได้ หลังจากที่ตักกับข้าวเสร็จไม่นานฉันก็ตักข้าวหอมมันปูที่บรรจงหุ้งไว้ขึ้นมาใส่จาน


ฉันนั่งลงบนพื้นกระเบื้องด้านๆ ท่ามกลางแสงของดวงตะวันที่ส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาอย่างสลัว ก่อนที่จะซึมซับเอาความหอมของกับข้าวที่อยู่ในจานสองใบตรงหน้า


ตอนฉันเป็นเด็กฉันเคยนั่งพนมมือเพื่อขอบคุณอาหารที่อยู่ตรงหน้า จำได้ว่าครูจะนำเราท่องกลอน "ข้าวทุกจาน อาหารทุก อย่าง อย่ากินทิ้งขว้างเป็นของมีค่า ..." ทุกครั้งในทุกมื้อที่เราจะกิน ซึ่งฉันเองก็ทำเพื่อให้ได้กินเร็ว ๆ ไม่เคยมีสักครั้งที่จะเข้าใจ ไม่เคยมีสักครั้งที่คำกลอนมันจะเข้าไปในห้วงแห่งความสำนึก หากแต่การได้ไปสัมผัสชีวิตชาวนา การได้เห็นลูกของชาวนาในยุคข้าวยากหมากแพงมันได้ย้ำคำกลอนนี้ให้ตื่นขึ้นมามีชีวิตในใจของฉันอีกครั้ง


เสื้อผ้าที่ฉันใส่จนคิดว่าใส่ไม่ได้แล้วยังมีสภาพที่ดีกว่าเสื้อนักเรียนของลูกชาวนาอย่างชนิดที่เรียกว่า "ฟ้ากับเหว" เด็ก ๆ มีเพียงข้าวไร้กับที่อยู่ในปิ่นโต บางคนต้องเอาก้อนหินมาจุ่มน้ำปลาเพื่อใช้ทานกับข้าว มีคนบอกฉันว่าคนจำนวนนี้มีเพียงน้อยนิด จริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้มาก แต่สำหรับฉัน "คนเดียวฉันก็ไม่อยากให้มี"


"คนกลุ่มน้อยอะไร แบ่งเป็นกลุ่มไปทำไม เขาทำนาเลี้ยงเราดีกว่าที่เขาเลี้ยงลูกเขาเองซะอีก แค่นี้มันไม่พอที่จะนับเขาเป็นพ่อเป็นแม่เป็นญาติของเราหรือ ต้องให้เขาสละอะไรอีกสักเท่าไร แท้จริงเราไม่ได้เป็นประเทศ แต่เราเป็นร่างกายเดียวกัน เส้นเขตแดนของจังหวัดไม่สามารถแบ่งแยกเราออกจากกันได้หรอก"


ฉันประนมมือขึ้นพลางขอบคุณท้องฟ้า สายฝน และต้นข้าว ขอบคุณใครคนนั้นที่ยังคงอดทนหว่าน "เมล็ดแห่งชีวิต" ลงไปบนผืนดินที่แตกระแหงและรกร้างว่างเปล่า จนมันกลายเป็น "ผืนนาแห่งชีวิต" ที่ทอดตัวยาวไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ที่เขาเหล่านั้นไม่ยอมท้อแท้ในใจเดินก้าวข้ามผ่านมรสุมของเศรษฐกิจอย่างอุสาหะตลอดมา จนกระทั่งส่วนหนึ่งของเมล็ดเหล่านั้นได้มาอยู่ในหม้อหุงข้าวของฉัน และกลายมาเป็น "กำลัง" เป็นพลังงานคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในจาน


ก่อนจะทานข้าว ฉันในวันนี้ก็ตระหนักรู้ขึ้นมาอีกประการหนึ่งว่า "ใจของฉันที่ประนมออกไปต่อหน้าข้าวมันปูในจานกระเบื้องสีครีมนั้นขัดเกลาให้ฉันเป็นคนที่อ่อนโยนละมุนละไมเพียงไร"


ในสังคมเมืองที่ฉันดำเนินชีวิตอยู่นั้นฉันคุ้นเคยกับการประนมมือไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ แต่เป็นการไหว้ที่ใจไม่ได้ประนมด้วยความซาบซึ้ง หรือในความศรัทราเลยแม้แต่น้อย มันเป็นการไหว้เพียงไม่ให้ใครตราฉันว่าเป็นคนไม่รู้จักสัมมาคารวะ


หากแต่ข้าวในจานได้สอนฉันถึงการไหว้ในความหมายใหม่ที่ต่างออกไปจากเดิม "นั่นคือการจรดใจของเราลงนบนอบต่อสิ่งที่เราจรดนิ้วทั้งสิบของเราก้มกราบ" เป็นการสำนึกอยู่ว่าเราไม่ได้เก่งหรือดีพร้อม หรือแน่จริงเหมือนอย่างที่เราคิด แต่ยังคงต้องพึ่งพาธรรมชาติ ยังคงต้องพึ่งพาผืนนาที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ไปชั่วชีวิตของเรา พร้อมกันนั้นก็เป็นการขอคมาที่เราได้ล่วงเกิน หรือกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งได้ออกไปด้วยใจไร้เดียงสา หรือขาดความยั้งคิดในวัยฉกรรจ์ของเรา


ถ้าการประนมใจไหว้ในนิยามนี้เกิดขึ้นและพึงมีในสังคมเมือง สังคมใหม่คือ "สังคมทางใจ" นี้คงจะถูกสร้างขึ้นอย่างยั่งยืนถาวรเป็นแน่ คงเป็นสังคมแท้ที่เราหวังพึ่งพาในยามยากเช่นนี้


ฉันบรรจงตักข้าวด้วยช้อนเก่าๆ เข้าปากของฉัน อณูน้ำแห่งความตื้นตันครอเอื่ออยู่ที่สองเบ้าตา ก่อนจะไหล่ลงถึงแก้มสองข้างของฉัน "ขอใช้สิบนิ้วประนมนบนอบต่อผืนนาแห่งชีวิตผืนนี้ไปจนวันตาย"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น