ได้อ่านบันทึกของเด็กหญิงพูดน้อยคนหนึ่ง เธอเป็นคนไม่ใคร่มีเพื่อน แต่แน่นอน ไม่ได้หมายความว่าเธอไร้ความรู้สึก งานเขียนของคนพูดน้อยคนนี้นั้นสะเทือนใจผมทุกครั้งที่ผ่านตา ไม่ว่าจะแค่กวาดสายตา หรืออ่านอย่างใคร่ครวญเพ่งพิจารณา มันทำให้ผมได้ย้อนดูเงาของตัวเองในกระจกบานใสใบน้อยของเธอ
มองเด็กชาย "วราวุฒิ" ในวันวานผ่านวินาทีของเด็กหญิง ...
มันเป็นห้วงเวลาภายในห้องเรียนเก่า ๆ ที่พื้นทำด้วยการเอาไม้กระดานมาเรียงกัน ผนังห้องก็เป็นไม้สีเขียวแก่ ห้องเรียนนี้ทำจากไม่ทั้งหลัง มันส่งเสียงออดแอดทุกครั้งที่ฉันเขยื้อนเท้าที่อยู่ภายในถุงเท้าเขรอะไปมา
เด็กน้อยซึ่งไปโรงเรียนช้ากว่าเด็กคนอื่น แก่กว่าเพื่อนทุกคนในชั้นเรียน อ่านน้อย พูดน้อย เขียนไม่ได้ เขาคนนั้นทำได้เพียงแค่หยิบสีเทียนมาวาดความรู้สึกลงบนกระดาษ เฝ้าคอยเหลือเกินที่เพื่อนจะกลับบ้านจนหมด จะได้มีเวลาอยู่คนเดียวในห้องเรียนที่มีเพียงครูอนุบาลเดินไปเดินมา
รูปผู้คนถูกวาดลงไปอย่างบรรจง บนกระดาษที่วาดซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ฉันนั่งวาดตั้งแต่เข็มสั้นของนาฬิหาชี้ที่เลขสามจนกระทั่งพี่ชายมารับกลับบ้าน ซึ่งมันชี้ที่เลขหกพอดี เป็นอย่างนี้อยู่ทุกวัน
เมื่อมีเพื่อนในห้องกำลังจะถูกตี ฉันยืนขึ้นมาขวางครู "อำพร" พูดเสียงดังว่า "ครูตีเพื่อนผมเท่าไหร่ ตีผมเท่ากัน" ผมทนไม่ได้หากเพื่อนจะถูกตีเพียงลำพัง ทนเห็นอณูของความเจ็บปวดที่ลอยคว้างในอากาศไม่ได้ เพราะผมคือคนที่ถูกทิ้ง ต้องอยู่คนเดียว และเจ็บเกินกว่าที่เด็กชายคนหนึ่งจะนิยาม กระนั้นคนที่ผมปกป้องเอาไว้ผมก็ไม่ได้นับเพื่อนอย่างสนิทใจ
ครูอำพร ครูหญิงวัยชราคือเพื่อนคนเดียวของผม
ทุกครั้งที่พ่อโหมกระหน่ำเข็มขัดลงบนหน้าเด็กชายคนนั้น เธอคือคนที่ผมโทรศัพท์ไปหาเพื่อระบาย "ครูครับพ่อตีผม ผมเจ็บตรงนี้ เลือดไหลด้วย" ใช่นั่นแหละพ่อผม พ่อคนเดียวกันกับที่เป็นฮีโร่ให้ผมตอนโต
ทำไมน่ะเหรอ เอาไว้ผมจะเล่าให้ฟัง ...
สั้น แต่เหงาและเศร้า
ตอบลบรอเรื่องเล่าตอนต่อไป
เลยต้องรอฟัง
ตอบลบ