วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ชะอำ ฉ่ำอุรา ... ตอนที่ ๒




บันทึกสี่ วันอาทิตย์ที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔

รอยเท้านับสิบย่ำต่อกแต่กไปบนถนนร้างโล่ง "คงเป็นเพราะใกล้วันเลือกตั้งกระมั่ง" พวกเราตั้งข้อสังเกต เหตุด้วยการเมืองช่วงนี้ร้อนระอุดั่งดวงไฟที่แผดเผา แผ้วผลาญชีวิตของบรรดานักการเมืองในแถบถิ่นนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไปหลายรายแล้ว

"ชาวบ้านเขากลัวกันครับพี่" ไอเดียย้ำ

"แต่จริงๆ มันก็ไม่ได้มีมากนักหรอกนะครับ พวกนักการเมืองหัวรุ่นแรง เรื่องส่วนใหญ่จะคิดกันไปเอง"

ผมฟังด้วยความตั้งใจขณะที่ดวงไฟส่องทางค่อยๆ เลื่อนตัวผ่านหัวของเราไปตามระยะฝีก้าว อยากรู้เหลือเกินว่าทำไมรถราไม่ออกมาวิ่งกันเลย ที่เราเดินอยู่ก็ไม่ใช่ทางเท้าหากแต่เป็นพื้นผิวเดียวกันกับที่ล้อรถต้องนาบผิวสัมผัสทุกวัน

บอกตามตรง ผมไม่เคยเห็นภายที่ถนนไม่มีรถวิ่งมาก่อน เว้นเวลาที่มีขบวนเสด็จ ซึ่งสำหรับผมมันไม่แปลก ไม่น่าตื่นหูตื่นตาเลยสักนิด

"มันขนาดนั้นเลยเหรอ" ผมถามโพร่งออกไป

"เรื่องอะไรครับ" เดียถาม ดูเหมือนช่วงเวลาที่ผมจินตนาการถึงนักการเมืองพวกนั้น เพื่อนๆ คงคุยเรื่องอื่นกันไปไกลแล้ว

"เปล่า ไม่มีไรหรอก" ผมตอบ เพื่อนๆ หันหลังคุยกันต่ออย่างสนุกสนาน ผมก็พูดกับตัวเอง "ช่างมันเถอะ"

เดินต่อไปไม่ไกลนัก ผมเห็นสะพานข้ามแยกอยู่ด้านซ้ายมือ มันออกจะแปลกๆ

"เดีย ทำมั้นมันไม่ตัดตรงๆ วะ" ผมถาม เพราะสะพานนี้ตัดเหมือนจะเลี้ยวไปทางซ้าย แต่ก็วกกลับมา แถมตรงที่หักหลบไปก็ใช่ว่าจะต้องมีอะไรให้หักหลบ มันก็เป็นพื้นถนนปกติ แล้วมันจะหักหลบเพื่อ ???

"อ๋อ เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังนะครับ" เขาตอบ เพื่อนๆ ทุกคนก็อดสังเกตดูไม่ได้

"รอเข้าไปในบ้านก่อนนะครับ" ไอเดียย้ำ ผมเดินต่อไปสักพักขวามือเห็นซอยๆ หนึ่ง

"ถึงแล้วครับซอยบ้านผม" ไอเดียชี้มือบอกทาง

"เด๋วเราเดินตรงไป เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย แล้วก็ขวา" เขาพูดบอกทางอย่างละเอียดประหนึ่งเครื่องบอกทาง GPS แต่โดยสรุปคือมันไม่ไกลจากปากซอยมาก แต่ไม่มีทางเข้าตรงๆ ต้องเดินอ้อมไปมาจนรู้สึกว่าไกล "มันไกลขึ้นอีกมากเพราะหมาๆ ซอยนี้ไม่ค่อยชอบคนแปลกหน้าเอยซะเลย"

"ไม่มีทางที่เร็วกว่านี้เหรอวะ" เต่าถาม ...

"กูปวดขี้" เต่าพูดพลางกุมท้องบิดตัวไปมา

"ไปไหนปวดขี้ตลอดอ่ะมึง" ผมแซว เพื่อนพาหัวหัวเราะ ..

"ใช่ๆ คราวที่แล้วก็ทีนึง" อ้อพาเรารำลึก เสียงหัวเราะดังผ่านหูถึงรูลำไส้ของเต่า ... เราเดินมาถึงบ้านหลังหนึ่งสีน้ำตาลอ่อนๆ มีป้ายบอกชื่อบ้านชัดเจนว่า "IDIA" ถึงคราวสบายไอ้เต่ามันแล้ว อย่างนี้นี่เอง "สุขา"

เพราะความยากลำบากที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ สามารถกลายเป็นสวรรค์ขึ้นมาได้ทันที

**********************************

บันทึกห้า วันอาทิตย์ที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔

ประตูบ้านสีน้ำตาลเข้มกว่าผนังบ้าน และมันเหมือนบ้านอื่นๆ ที่กว่าจะเปิดประตูออก ต้องเรียกเจ้าของบ้านมาเปิด เพราะมันมักจะมีวิธีเปิดแบบพิสดารเสมอ ...

ไอเดียเปิดมันออกอย่างง่ายดายตามคาด แง้มประตูออกเผยให้เห็นบุคคลด้านใน เค้าดูสุภาพในบ้านที่เรียบร้อยเป็นระเบียบ สวมเสื้อยืดคอปกสีเขียวลายขวาง พลางรับไหว้จากพวกเราทุกคน ยกเว้นผม !!!

ทำไม ???

เพราะผมมัวแต่ยืนเหม่อ ... เพ้อในความเป็นระเบียบของบ้านหลังนี้ "ผมชอบมาก มันช่างเป็นระเบียบอะไรเช่นนี้นี่" สำหรับคนที่ชอบความเป็นระเบียบ บ้าความเรียบร้อยอย่างผม นี่คือสวรรค์ดีๆ นี่เอง ชั้นเจ็ดซะด้วย

"สวัสดีครับ" ผมออกเสียงผ่านการประนบก้มหัว ชายคนนั้นรับไหว้

"ท่านนี้ คือ พ่อผมเอง" ไอเดียแนะนำ

พวกเราพยายามพาที่หาทางนั่งจรดก้น ระวังเหลือเกินที่จะไม่เป็นส่วนรกของบ้าน แต่มันก็ยังดูรกในสายตามผมเหลือเกิน ผมคิดพลางมองเพื่อนๆ "เอ๊ะ ขาดไปหนึ่ง ... ไอ้เต่า"

ยังไม่ทันมักคุ้นเต่าก็เข้าห้องน้ำเขาแล้ว ... ไวจริง มันคงไปขอพ่อของไอเดียตอนผมกำลังเหม่อกระมัง ??

เรานั่งทำหน้าตั้งใจฟังสิ่งที่พ่อไอเดียเหมือนอยากจะบอกเรา แต่เขาก็ไม่พูดอะไรนอกจาก 

"มาที่นี่กันได้ยังไง ???" ซึ่งมันก็น่าสงสัยเพราะไม่มีการโทรบอกล่วงหน้า มันยากจะเชื่อว่าเราจะมาจริงๆ 

"พวกพี่ๆ สอนอะไรผมอย่างหนึ่ง คือ การว่างแผนที่ดีที่สุด นั้นคือการไม่ต้องว่างแผน" พวกเราหัวเราะเสียงดังที่สุดแบบที่ทำได้เมืออยู่ต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ ... มันออกจะเกร็งๆ ที่มุมปากอยู่บ้าง 

พวกเราก็เล่าถึงที่มาว่าทำไมพวกเราถึงได้มาอยู่ที่นี่ แต่ใขณะที่กำลังเล่า ...

"แม่ไอเดียมาแล้ว"

ไอ้เต่าบอก ??? --- มันมาตอนไหน "ล้างตูดรึยังวะ" ผมสงสัย

พวกเราทำหน้าเรียบร้อยกลมกลืนไปกับบ้านพลายยิ้มดุจเป็นเจ้าบ้าน ฉันท์มิตรสุดๆ เท่าที่ทำได้ บ้านนี้มันช่างเรียบร้อยจริงๆ ให้ตายสิ !!!

"สวัสดีครับ - ค่ะ" เสียงจากมือประนมของเราร้องปาวไปในอากาศ

"จ่ะ" แม่ไอเดียตอบสั้นๆ ไอเดียแม่ขอคุยด้วยหน่อย !!

นั่นไงผมคิด ... คืนนี้นอนวัดแน่ !! แง่ลบฟุ้งซ่านไปใหญ่ พวกเราพลางมองลอกบ้านเกล็ดออกไป พ่อแม่ลูกกำลังคุยกัน พลางชี้มือบุ้ยไบ้ ไอเดียกำลังอธีบาย ท่ามกลางทำถามมากมายดูจเขื่อนแตก ...

แม่ไอเดียลุกขึ้นจากเก้าอี้ เปิดประตูเข้ามาคนแรก ยิ้มและกล่าวทักทาย ...

"มาๆ มาคุยกันหน่อย" เธอกล่าว "ไปมากันยังไงคะเนี่ย ???" เธอถาม

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ...

เรานั่งล้อมวงสนาทนากันอย่างติดลม ... หลายคำถาม ... ถูกตอบ ทั้งเรืองราวชีวิตของพวกเราแต่ละคน เรื่องการเดินทาง แม้กระทั่งความฝัน ... หรือสิ่งไร้สาระ มันทำให้ผมได้เรียนรู้จักเพื่อนๆ ของผม ในมุมที่ต่างออกไป

จากความไม่คุ้นชิน กลายเป็นมิตรภาพที่สวยงาม ผมมองย้อนกลับไปถ้าตอนนั้นไม่ตัดสินใจขึ้นรถไฟมา คงไม่มีวันรู้ว่าชีวิตคนเราสามารถทำอะไรได้มากจริงๆ แค่เราเปิดใจคุยกันก็มีสิ่งดีๆ ที่รอเราอยู่ ... คุ้มแล้วสำหรับชีวิตหนึ่งชีวิตของผม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น