วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ชะอำ ฉ่ำอุรา ... ตอนที่ ๑



**********************************

ชะอม

ชะเอ่อเอิงเงย

ชะอุ๊ย

ชะอำ ....


โลกเต้นระรำบำ ข้างหน้า ...

คือรอยยิ้มของพวกเรา กลางท้องฟ้า

ชี้ชัด กำหนด โชคชะตา

ไม่ปล่อย อุรากังวล


เข็มนาฬิกา ที่เดินไป

หาทำให้ใจ เต้นช้าลง

จังหวะกลับเต้น ถี่ขึ้นในทุกวง

ทุกรอบ โมงหมุน ของเข็มเทาดำ


แว่วเสียงฉึกฉัก สะท้อน ไปตามราง

ล้อเหล็กหมุนคว้าง กลางราตรี

แหวกผ่านมวลอากาศ สู่เพชรบุรี ...

ที่นี่ เราสี่ นั่งเคียงกาย


หากถามคืนนี้นอนไหน

เราคงตอบไป ว่าไม่รู้ ...

เชื่อเพียงว่า คงมี ที่เราจะไปสู่

สักที่ ที่เรา "คุดคู้" ยามหลับตา


เดินทางย้ำศรัทธา

ว่าโลกนี้นั้นยิ่งใหญ่

ท้องฟ้า จรดผืนหญ้าทอดตัวไป

แค่ที่ว่าง สี่ที่ไซร้ ไฉนไม่มี ...


ชะอม

ชะเอ่อเอิงเงย

ชะอุ๊ย

ชะอำ .... ฉันเที่ยวชะอำ หาใช่ความบังเอิญ

**********************************



บันทึกแรก วันอาทิตย์ที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔


ตึกตักฉึกฉัก เสียงล้อเหล็กกระทบผิวแข็งเกร็งของรางรถไฟ หัวใจของฉันเต้นระรัวไปเป็นจังหวะเดียวกัน หนทางข้างหน้ายังคงทอดตัวออกไกล ...

"ค่าตั๋วแปดสิบสี่บาทเอง" จากหัวลำโพงถึงเพชรบุรี

ตอนนี้บนตู้รถไฟเดียวกัน เราสี่คนต่างนั่งคนละเบาะ มันกว้างขวางยิ่งขึ้น เมื่อรถวิ่งไปข้างหน้า ผู้คนรอบกายต่างเก็บสัมภาระ ก้าวสั้นๆ ไปตามบันไดแคบ

ในใบตั๋วระบุชัด "เพชรบุรี" แต่แท้จริงเรายังไม่รู้เลย ... "จุดหมาย" ไม่แน่มันอาจเป็นแค่ทางผ่าน ...

โลกส่วนตัวในเบาะกว้างของพวกเราแต่ละคนดำเนินไปตามเสียงฉึกฉัก จินตนาการเริ่มขยับแข้งขา พาเรา "ฝัน" ไปต่างๆ นานา

เสียงระฆังดังแว่วมาตามระยะสถานี ระคนปนกับสายลมเอื่อยชวนอัดอั้น "ฝนไม่ตกซะที" ตะวันส้มเข้มคล้อยตัวลงต่ำริมเส้นขอบฟ้า

กลิ่นต้นหญ้าริมทางโชยผ่านบานหน้าต่างกว้าง ขณะฉันทอดสายตาออกไปข้างนอกอย่างไร้จุดหมาย ...

เสียงพูดจาของผู้คนเริ่มต่างสำเนียงออกไป บ้างถามสารทุกข์ บ้างเร่ขายของ มันเป็นชีวิตที่เหมือนว่าพวกเขากำลังนั่งคุยกันอยู่ในบ้าน ... ทั้งๆ ที่สถานที่แห่งนี้กำลัง "เคลื่อนไหว"

"น้ำเย็นมั้ยค๊าบ ... " เสียงหนึ่งร้องปาว ชายวัยกลางคนใส่เสื้อเก่าสีแดงเดินมาพลางหิ้วถังแช่เครื่องดื่ม แล้วฉันควรตอบเขาไหมนะ ???

"นั่นสิ ... เย็นมั้ยวะ" ฉันเอามือซุกลงต่ำ คลำขวดน้ำใต้เบาะ "ไม่ค่อยเท่าไหร่" ฉันตอบในใจ น่าแปลกที่คำถามง่ายๆ นี้กลับตีความได้มากกว่าหนึ่ง

"น้ำเย็นค๊าบ ... น้ำเย็นๆ " ชายขายเครื่องดื่มอีกคนตอบชายคนนั้นเฉยเลย ...

**********************************






บันทึกสอง วันอาทิตย์ที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔


เบาะยาวตรงข้าม ยังคงว่างเปล่า อ้อแฟนรักทอดขาออกไปยาวเหยียดบนนั้น ระยะสถานีที่เราผ่านมากขึ้นตามลำดับ ฟ้างฟ้าข้างหน้ามืดดำ

เข้าสู่ยามค่ำคืน ...

กระนั้นเมฆสีทองอมฟ้าหมองๆ ยังคงหนาตัวอยู่มาก "เต่า" หนึ่งในเพื่อนของเราอาสาหาทีพักสำหรับราตรีนี้ เขาโทรศัพท์ไปหาคนรู้จักหลายคน ... แม้ล้มเหลวแต่ไม่เห็นแววตาลดละเลยแม้แต่น้อย เขายังคงเห็นมันเป็นสิ่งที่ท้าทาย ...

จนในที่สุดเราก็ได้ที่พักคือบ้านของเพื่อนคนหนึ่งชื่อ "ไอเดีย" เขาเป็นเด็กผู้ชายคราวน้องผู้มีรอยยิ้มเต็มใบหน้าเสมอ เป็นเพื่อนนิสัยดีอีกคนหนึ่งของเรา หากแต่เราไม่เคยรู้ว่าบ้านของเขาอยู่เพชรบุรีเลย

แต่พอนึกไปมากลับคิดถึงวลีคำสั้นของไอเดียได้ "ผม ... ของดีเมืองเพชร" อะไรสักอย่าง แสนเลือนลาง ทว่ามันเพียงพอที่เราต้องการ ดังนั้นจุดหมายปลายทางที่คลุมเครือจึงมุ่งหน้าไปบ้านไอเดียทันที ไปเยี่ยมเพื่อนนิสัยดีคนนี้ ...

"ได้เลยครับ ผมจะไปรอที่สถานีรถไฟ" ไอเดียตอบมาทางโทรศัพท์ เขามีน้ำใจอย่างไรที่ค่ายวันนั้น วันนี้เขาก็ไม่เปลี่ยนไป น้ำชุ่มในใจยังคงมีเต็มเปี่ยมล้น

คืนนี้เราได้ที่สำหรับปลดเปลื้องความเหนื่อยล้า ... แต่ตอนนี้บนรถไฟเรายังต้องเดินทางอีกไกลโขทีเดียว

ระหว่างทางเราหิวก็มีก๋วยเตี๋ยวรถไฟสิบบาทประทังท้อง อร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ ... แต่เรื่องจริง เส้นเล็กแห้งกับตะเกียบเรียวเล็กที่ถูกบรรจงเหลามาอย่างดีช่างน่าประทับใจ ผมยิ้มละไม ทานก๋วยเตี๋ยวท่ามกลางเสียงสรวลเสของเพื่อนผอง "ความสุขในอิสระเป็นแบบนี้นี่เอง"

เมื่อยามเราปล่อยให้ธารน้ำใจไหลรินมารวมกันนั้น

มันจักกลายเป็นมหานทียิ่งใหญ่ ...

ห้วงธาราจักไหลเลี้ยงฝูงมัจฉาใหญ่น้อย กระทั่งดินริมตลิ่งยังยินดี




**********************************

บันทึกสาม วันอาทิตย์ที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔


เราเดินทางมาถึง "เพชรบุรี" ราวสามทุ่ม ตามเข็มบอกเวลาสีเทาดำบนเรือนขาว ... ลงมีเพียงชั่วอึกใจเดียว ก็เห็นไอเดียมายืนรอรับ

แรกพวกเราสบตากัน ก็อดร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจไม่ได้ "เห๊ย ... เป็นไงบ้างวะ" ไอเดียยิ้มร่า กอดพวกเราแทนคำตอบทีละคน

เสื้อสีส้มของไอเดียเขียนตัวโตว่า "คิดให้ดี มีแต่ได้" มันเป็นถ้อยจารึกของ "ท่านพุทธาส" พระนักปฏิบัติ ปราชญ์คนหนึ่งที่ผมศรัทธา

เราเดินทอดน่องไปตามหนทางยามค่ำค่อนดึก ไฟตามถนนเปิดไปตามระยะก้าว สีส้มทาบทอลงบนพื้นคอนกรีต รถน้อย นานนักจะวิ่งผ่านมาสักคัน

"พี่ๆ กินอะไรมารึยังครับ" ไอเดียถาม

"กินมาบ้างแล้ว" อ้อตอบ

"เรากินเตี๋ยวรถไฟมา" เต่าเสริม

"งั้นเราไปกินข้าวมันไก่เจ้าอร่อยกัน" เดียสรุป ...

เราเปลี่ยนใจจากหมูกระทะ เป็นการกินข้าวมันไก่อย่างเรียบง่าย เพราะหนทางยามราตีนี้มันออกจะยามไกลเกินไปสำหรับการเดิน ระยะทางไปถึงที่พักก็ไม่ใช่น้อยๆ

"เดียมาไงอ่ะ" ผมถาม

"แม่มาส่งครับ" เขาตอบ ผมทำหน้าแปลกใจ ...

"แล้วแม่ไม่มารับเหรอ"

"ไม่ครับ" เขาตอบแต่ไม่ได้บอกว่าทำไม

"อืม" ผมไม่ถามต่อ ... จะเดินหรือวิ่งผมก็ไม่เกรงอยู่แล้วหนิ

ถึงร้านข้าวมันไก่ พวกเราก็สั่งไปตามความคุ้นชิว เต่ากับแม่ค้าคุยกันอย่างถูกคอ แต่ถูกใจหรือไม่หาได้รู้ แม่ค้าถามพวกเราระหว่างกินข้าว

"น้องไปอัพยาอะไรก่อนมานี้หรือเปล่า"

พวกเราคงตื่นเต้น และมีความสุขมากจนคนอื่นงง ดีใจนักที่ชีวิตหนึ่งได้มีช่วงเวลาแบบนี้ ว่าแล้วพอกินเสร็จก็จ่ายเงิน พลางหยิบของเพียงน้อยนิดเดินทางมุ่งหน้าบ้านไอเดีย ...

โปรดติดตามตอนต่อไป .

**********************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น