วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ระยะห่างระหว่างฉันกับเม็ดฝน

"ระหว่างที่ฝนเม็ดบางร่วมลงมาจากฟ้า มันไกลแค่ไหนกันนะ ... ใครจะรู้ว่าฝนเม็ดเล็กๆ นี้จะแสนหนักอึ่ง ท่วมท้นผืนแผ่นปฐพีนี้..."

น้ำตาของชายผู้เป็นพ่อและหญิงผู้เป็นแม่ไหลนองอาบหน้า หลังจากที่เห็นร่างไร้วิญญาณของลูกชาย ใครบางคนเดินออกจากบ้านไปโดยเอ่ยคำลาเพียงสั้นๆ และใครบางคนเฝ้ารอการกลับมาของใครบางคน เฝ้ารอเหลือกันที่จะได้กินข้าวกันพร้อมหน้า

ใต้ดวงไฟสีส้มพ่อแม่และลูกชายอาจได้สนทนากัน

"แต่ฝนเม็ดบางนี้ช่างหนักอึ่ง"

ระยะทางที่เจ้าเม็ดฝนนี้เดินทางลงมามันช่างยาวนานและเวิ้งว้าง หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นเบื่องล่าง ในขณะที่ใครบางคนยิ้มแล้วหัวเราะร่า ในขณะที่ใครบางคนตัดต่อรูปวิจารย์การเมือง ในขณะที่ใครบางคนอกหัก กลายเป็นคนที่ไม่ใช่ของใครบางคน

มันก็มีบางคนที่ทิ้งเรื่องส่วนตัวเอาไว้เบื่องหลัง และก้าวเท้าออกมาทำเรื่องส่วนรวมโดยไม่คิดชีวิต และสุดท้ายท้องฟ้าใจร้ายก็พรากเขาไปจากเรา

"เวลาของเรามันไม่เท่ากัน"

ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ทุกคนต้องตายสักวัน ดังนั้นไม่จำเป็นที่เราต้องมานั่งคำนวนว่าจะกำไรหรือขาดทุนเวลาที่เราจะช่วยใครสักคน มันน่าจะเป็นเรื่องง่ายที่สุดในยามนี้ มันน่าจะง่ายกว่าคิดเรื่องส่วนตัวซะอีก ...

ผมขอสดุดีชายคนนั้น เขาคือคนที่ทำมากกว่าพูด เขาต่อสู้ในขณะที่หลายคนเลือกที่จะวิ่งหนี ในขณะที่ใครบางคนขี้ขลาด เขาก็จะเป็นแบบอย่างที่สอนเราให้รู้ว่าความเข้มแข็งคืออะไร เขาสอนมันด้วยชีวิตของเขาเอง

เปาะแป่ะ --- !!

ฝนเม็ดบางตกลงสู้พื้นเบื่องล่าง แผ่นน้ำแตกกระจายออกเป็นวง ...

ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ...

มีรูปของพระองค์ติดอยู่ที่ข้างฝาบ้านมาตั้งแต่เด็ก ผมถามพ่อว่า 'นี่คือใครเหรอครับ' พ่อตอบว่าพระองค์ คือ 'ในหลวง' ผมถามพ่ออีกว่า 'ในอะไรนะครับ !?!' ด้วยความที่ไม่ประสีประสา พ่อจึงต้องอธิบายเรื่องราวของคำราชาศัพท์ และเรื่องราวของพระองค์ 'การเป็นพ่อคนมันจึงไม่ง่ายเอาซะเลย ...'

"พระองค์เป็นผู้คุ้มครองเราจากอันตรายลูก ทรงดูแลเราให้ปลอดภัย" เป็นนิยามแรกเกี่ยวกับพระองค์ที่ผมได้ยิน ในทุกๆ เช้า ก่อนไปโรงเรียนพ่อจะถามว่า "หวัดดีในหลวงรึยังวันนี้" ผมก็จะยกมือ "หวัดดีครับในหลวงวันนี้สบายดีมั้ยครับ" ตามประสาเด็กอนุบาลของผม

แต่พอโตขึ้นได้ดูทีวีนอกจากช่องการ์ตูน ได้ฟังพระบรมราโชวาททางสื่อ ได้อ่านพระมหาชนกก็เริ่มเข้าใจ เริ่มรู้จักพระองค์มากขึ้นตามลำดับ ในที่สุดก็รู้ว่าพระองค์นี่แหละที่ปกป้องเรามาตลอด ครั้งนี้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ก็นึกถึงพระองค์เป็นคนแรก นึกถึงและเป็นห่วงที่ทรงต้องเหนื่อยเพื่อพวกเรามาตลอด

พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ทำตามความฝัน หลายสิ่งที่พระองค์ทำนั้นสร้างสรรค์และนอกกรอบมาก มันสอนให้ผมรู้ว่ามนุษย์เรามีความสามารถจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นหากเรามีความรัก ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าหากคนเรารักใครสักคน หรือต้องปกป้องใครสักคน เราจะทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างไม่จำกัด เราจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยสติปัญญาแบบใหม่ ด้วยวิธีการแบบใหม่ที่แม้แต่เราอาจจะยังต้องขนลุก

พระองค์ทรงเป็นแบบอย่าง ทรงย่ำรอยเท้าไว้ให้เราอย่างชัดเจน หากเรามองดีๆ เราเดินตามและไม่หลง พระองค์ทรงประคองบ้านเมืองนี้เอาไว้มาหลายทศวรรษแล้ว ถึงเวลาที่เราทุกคนจะทิ้งความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว มารักใครสักคน มาประคองใครสักอย่างที่พระองค์ได้ทำมาตลอด

ได้เวลาทำหน้าที่เป็นลูกกตัญญูแล้ว ...

น้ำมาคราวนี้มันได้ย้ำเตือนเราถึงหน้าที่ที่สำคัญ มันย้ำว่าใครบ้างที่อยู่กับเรา ย้ำเตือนว่าเราเหลือใคร ย้ำเตือนว่าบ้านเราบางทีมันก็ใหญ่เกินไป กว้างไปสำหรับครอบครัวเรา น้ำท่วมพื้นที่น้อยลงอาจทำให้เราใกล้กันมากขึ้น สิ่งเหล่านี้คือโอกาสของเรา โอกาสที่เราจะทำบางอย่างที่เรายังไม่เคยได้ทำ

คว้ามันไว้ซะ ....

ความทรงจำที่แสนดีของพวกเรา

ผมขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคน ที่สั่งหนังสือเล่มนี้ ... ผมตั้งใจว่าจะไม่ขาย ... และเพื่อนๆ จะไม่ได้ซื้อมัน เพื่อนๆ จะสนับสนุนผมตามกำลัง หนังสือไม่มีการตั้งราคา มันทำจากวัสดุใช้แล้ว มันเขียนและเย็บเล่มขณะที่ประเทศนี้กำลังเข้าสู้สภาวะที่ใครหลายคนเรียกว่าวิกฤติ

ผมมองสิ่งเหล่านี้ต่างออกไป ผมมองว่าเราต่างเกิดมามีหน้าที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสันดารอยู่แล้ว แต่เราถูกบางอย่างโปรแกรมเราใหม่ ให้เห็นแก่ตัว ให้จำเป็นต้องปากกัดตีนถีบ คือ ทำงานด้วยตีนและด้วยปาก

'ยังดีที่เราอุตสาห์เหลือเอาไว้' ใครบางคนยังไม่เอามันไปจากเรา ผมแนะนำวิธีใช้มันว่า ให้เอามันไปกอดใครบางคน รั้งใครบางคนเอาไว้ อยากปล่อยให้เขาไปจากเรา บางครั้งปากเราแข็ง บางครั้งสังคมบีบให้เราทิ้งความรักและเลือกการเอาตัวรอดมาก่อน ... แต่ผมจะไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนั้น

ผมได้ทำหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา และผมเข้าใจว่าเพื่อนๆ อาจจะคิดกับมันตามความเคยชินว่าจะขายด้วยวิธีที่ทำๆ กันมา แต่ผมจะไม่ทำกับเพื่อนของผมอย่างนั้น บางอย่างบอกกับผมว่า เพื่อนๆ ไม่ใช่ลูกค้าของผม ทุกคนยังคงเป็นเพื่อน เป็นครอบครัวของผมเสมอ ดังนั้นทุกวันที่ผ่านไป ผมทำอะไร เราก็จะมีส่วนร่วมทำมันไปด้วยกัน ...

หนังสือเล่มนี้มีคนสั่งเข้ามาประมาณ 20 กว่าเล่ม แต่กระดาษมี 15 เล่ม ผมจะหากระดาษมาทำจนครบแล้วส่งมันพร้อมๆ กัน ทุกคนจะได้มันพร้อมกัน โดยไม่มีใครได้ก่อนใคร ช่วงเวลาที่ผมลุยน้ำไปเอากระดาษ และช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย มันคือความผูกพันของพวกเรา

หนังสือเล่มหนึ่งเตือนให้เรารู้ว่านอกจากเราแล้วก็ยังมีคนอื่นในจักรวาลอันแสนยิ่งใหญ่ เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเอาตัวรอด ... เราเกิดมาเพื่อรักใครสักคน ... และไม่ยอมเสียเขาไป ...

ผมมีความลับซ่อนในเล่มนี้ เพื่อนๆ หามันให้เจอนะ ส่วนเรื่องเงินผมคิดวิธีจ่ายมันเอาไว้แล้ว ตอนนี้ยังไม่บอก มันเป็นความลับ แต่ตีมเดียวกับหนังสือแน่ๆ

ด้วยรักจากกำลังในมัดกล้าม ... 
และจิตใจที่มีทั้งหมด ... 

"สุนทรียกาญจน์"

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ความคิดถึง ... ยังมีชีวิตอยู่ในหัวใจฉัน

โลกนี้มีคำว่า ‘คิดถึง’ น่าแปลกใจนะ ที่คำเล็กๆ เพียงคำหนึ่งนั้นประกอบขึ้นมาจากเสี้ยววินาทีที่แสนดีนับหมื่นพัน คำพูดเพียงคำหนึ่งที่อาจจะรวบรวมทุกความรู้สึกเอาไว้ อันที่จริงแล้วมันอาจจะห่อหุ้มโลกทั้งใบของเด็กชายคนหนึ่งเอาไว้ด้วยซ้ำ

เส้นบางๆ ของเวลาได้แยกเราออกจากกัน บางคนร้องเรียกเราจากเมื่อวาน แต่เมื่อเราอยู่ในวันนี้ เรากลับห่างจากเขาไกลแสนไกล ทั้งๆ ที่เรากับเขาอาจจะยืนอยู่ที่เดียวกัน

ในขณะที่เราหลับ เวลายังคงเดินไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอและเที่ยงตรง พระอาทิตย์จะยังคงขึ้นที่ ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเช่นเดิม สิ่งที่ต่างออกไป คือ เมื่อเราเอานิ้วขึ้นมานับ คนที่เรารักก็จะน้อยลงไปทีละคนๆ

ตอนฉันเป็นเด็ก ฉันบอกพ่อของฉันว่า “พ่อฮะ ผมบวกเลขข้อนี้ไม่ได้” พ่อถามผมว่า “ทำไมล่ะ” ผมตอบพ่อไปด้วยคำตอบตลกๆ ว่า “นิ้วผมไม่พอฮะ” พ่อหัวเราะและสอนผมให้ทดในใจ

ตอนนั้น มันทำให้เด็กชายแสนธรรมดาคนหนึ่งกลายเป็น ‘กล่องความทรงจำเครื่องที่’ ผมรู้จักการเก็บเรื่องราวต่างๆ ใส่เอาไว้ในใจ รู้ว่าคนเราสามารถเก็บเรื่องอะไรก็ได้เอาไว้ในใจ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลข

บางทีมันอาจจะเป็นภาพของใครสักคน ...

แต่วันนี้นิ้วของผมเพียงพอที่จะนับจำนวนคนรักของผม พวกเขาทยอยจากไปที่ละคน วันนี้ก็เช่นกัน เขาจากผมไปแล้ว ชายผู้ซึ่งสอนผมนับนิ้ว ผมหยิบมือถือขึ้นมา เปิดข้อความในกล่องข้อความล่าสุด

“นี่พ่อเองนะ ถ้าลูกได้ข้อความก็โทรกลับมาหาพ่อบ้างนะ พ่อคิดถึง อยากคุยกับลูก พ่อไม่ได้เอาเหรียญมาหยอด อีกเดี๋ยวมันคงจะตัดแล้ว พ่อรัก ...” โทรศัพท์ตัดไป

มันมีข้อความแบบนี้เป็นร้อย เพราะผมไม่ค่อยโทรหาพ่อเท่าไหร่ ผมคิดว่าผมไม่ค่อยมีเวลาสำหรับคุยกับท่าน เพราะต้องทำอะไรหลายอย่าง ‘ผมทำทุกอย่างยกเว้นเรื่องสำคัญ’

“ผมก็คิดถึงพ่อเหมือนกัน” ผมพูดมันในห้องที่เคยมีพ่ออยู่ พูดมันบนเตียงที่พ่อเคยนอน พูดมันขณะที่นั่งเก้าอี้ตัวเดียวกับท่าน พูดมันบนพื้นที่พ่อเคยเหยียบ ที่เคยใช้เวลาช่วงหนึ่งของชีวิตเดินก้าวไปด้วยกัน

ตอนนี้ผมเริ่มจะคิดถึงท่านขึ้นมาแล้วล่ะ มันเหมือนที่ท่านเคยคิดถึงผม เคยมอบโลกใบหนึ่งให้เด็กชายคนหนึ่ง เด็กชายผู้เป็นลูก

ผมมองดูนิ้วมืออีกครั้ง พลางนับ มันมีไม่กี่คนที่เหลืออยู่ และวันหนึ่งมันจะน้อยลงอีก ‘ผมคิดถึง’ ผมจะพูดมันให้ดังยิ่งกว่าที่เคย จะออกเสียงคำๆ นี้ออกมา ให้คนเหล่านั้นรู้ว่าผมพูดกับพวกเขาอยู่ พยายามทำมันให้ดีที่สุด ก่อนที่ ‘เมื่อวาน’ จะขังพวกเขาไว้ตลอดกาล ...

ผมยิ้ม เอื้ิอมมือหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากด

“ฮัลโหล อ้อเหรอ ฉันคิดถึงแกว่ะ ... ไม่มีไรหรอก ... อยากบอกแกเฉยๆ น่ะ” 

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สิ่งที่ถูกเชื่อว่าจริง

สิงโตเจ้าป่าสอนลูกชายของเขาว่า "จงรักษาสมดุลของป่านี้ไว้"

เค้าบอกให้ลูกชายของเขาเคารพผู้เพื่อนร่วมป่าทุกครั้งที่กิน อย่ามองว่ามันเป็นของเล่น หรือเพียงแค่มื้ออาหาร สมดุล คือ yเมื่อเราตายไปร่างกายของเราก็จะกลายเป็นต้นหญ้าให้ละมั่งกินเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่มีอะไรคงอยู่ฐาวร ทุกอย่างล้วนมีขึ้นแค่เพียงชั่วคราว ณ จุดหนึ่งมันจะกลายเป็นอดีต

แล้วถ้า ...

บ้านเมืองกลายเป็นคอนกรีตจนหมดสิ้น ผืนดินกลายเป็นถนน ต้นไม้กลายเป็นเสาไฟ แล้วร่างกายของเราจะกลายเป็นต้นหญ้ามั้ย ละมั่งจะกินอะไร กลับกันเรากลับเลี้ยงสัตว์เอาไว้เพื่อกิน กินเพื่อความอร่อย กินเพื่อความบันเทิง เอาความสนุกลิ้นเข้าว่า แล้วเราจะรักษาสมดุลไว้ได้อย่างไร เรากลายเป็นเจ้าโลก (ผู้ยิ่งใหญ่กว่าเจ้าป่า) ที่ไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง

น้ำท่วมเพราะเราไม่มีดิน แต่เรากลับมีแต่ถนน เรามีท่อเพราะเรามีถนน เรามีอุโมงระบายน้ำเพราะเรามีถนน เรามีถนนเพราะเอามีรถ เรามีรถเพื่อธุรกิจ เรามีธุรกิจเพื่ออะไร ... "การแก้ปัญหาของเรามันคือการสร้างปัญหาเพื่อหาทางแก้ต่อไปเรื่อยๆ"

เราสร้างระบบการซื้อขาย สร้างเศรษฐกิจแล้วเราก็ดันเชื่อจะเป็นจะตายว่ามันคือวิถีชีวิตจริงๆ ของเรา เราเรียนหนังสือเพื่อหางานทำแล้วเราดันเชื่อระบบการศึกษาว่าที่มีอยู่มันดีที่สุด มันคือคำตอบ เชื่อมากจนเอนท์ไม่ติดก็เครียดกันเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต เครียดราวกับว่าชีวิตนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว "เรากลายเป็นปัญหาซะเอง"

ทั้งๆ ที่คำตอบของปัญหานี้มันอยู่ในโลกที่เราบอกว่าล้าหลัง ไม่ทันสมัย ความสุขล้นกลับอยู่ที่นั่น แสงสีทองของพระอาทิตย์ กับรอยยิ้มบนผืนหญ้าของเหล่าแมกไม้อยู่ที่นั่น แต่เราดันไม่เชื่อ ...

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สเตตัส facebook ในรอบหลายเดือน

ฉันกับเธอเราอยู่กันอย่างห่างๆ แต่เรากับเรียกมันว่า 'ความใกล้ชิดคงที่' ในความห่างนี้เราไม่ได้แยกจากกันซะทีเดียว เราคิดถึงกันบ้าง เราดึงดูดกันบ้าง เราแอบมองเงาของกันและกัน คราดสายตา แต่ไม่อาจหลุดออกไม่นอกวงโคจร ... เป็นอิสระอยู่ภายใต้พันธนาการ ...

ฉันตากผ้าในวันที่ฝนตกหนัก ฉันกินในตอนที่อิ่มแปล้ ฉันนอนตอนที่สดชื่อนสุดๆ บางครั้งชีวิตเรามันก็ไม่มีเหตุผล ... มันเหมือนกับที่ฉันรักเธอ ~

น้ำท่วมเป็นเมตร ที่ต่างจังหวัด บางคนเสียหายอย่างหนัก บางคนแย่งอาหารกัน บางคนกำลังคิดสั้น ... ถึงเวลาที่พวกเราต้องทำอะไรกันบ้างแล้ว เพราะนี่เป็นโอกาสที่เราจะแสดงว่ารอยยิ้มแห่งสยามมันไม่ได้จางหายไปไหน การอยู่อย่างตัวใครตัวมันอย่างที่ผ่านมาไม่ช่วยแก้อะไร "ร่วมมือกัน เราทำได้ทุกสิ่ง"

น้ำท่วมกรุงเทพ 2485 มีเรือสัญจรไปมา อยู่ทั่วทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนฯ จากภัยธรรมชาติกลายเป็นภาพที่งดงาม วิถีชีวิตที่มีไม้พายประจำกาย ผู้คนต่างยิ้มแย้ม ไม่ตื่นตระหนกอย่างในทุกวันนี้ ... บางครั้งอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด สูดลมหายใจลึกๆ สู้กับมันสิ อย่ากลัวเลย

เรามีแรงหน่วงเหนี่ยวระหว่างกัน เธอกับฉัน เหมือนจะไกลด้วยระยะทาง แต่อะไรบางอย่างในตัวเอาสองคนก็มักจะดูดเรา ให้เข้ามาอยู่ใกล้ๆ กัน สุดท้าย "หัวไหล่ก็ชนหัวไหล่ ใจก็ประสานใจ"

สมรู้ คล้ายๆ สมสู่ มันคล้ายๆ สมเสร็จ ... บางครั้งสมรู้สมสู่แต่ไม่เสร็จ ... การต้องใจทำอะไรไม่ได้หมายความว่ามันจะสำเร็จเสมอ มันต้องพยายาม ถ้าสมรู้พยายามสมสู่ไม่แน่ อาจจะสมสู่จนสำเร็จ ...

ต่อให้มีใจสักร้อยดวง มันก็จะไม่มีของเธอ

การลบเบอร์โทรศัพท์ ไม่ได้หมายความว่าจะลบภาพเธอให้หัวออกไปได้ ไม่ได้หมายความว่าจะลบเสียงของเธอในรูหู ไม่ได้หมายความว่าจมูกของฉันจะไม่ได้กลิ่นเธอ คนนอนเตียงเดียวกันทุกวัน ตดเธอฉันยังเคยดม ... แค่เบอร์หายเธอไม่หายไปไหนหรอกนะ

มองไปรอบๆ ผู้คนรีบๆ คนที่ตลาดกินข้าวกันเร็วขึ้น เด็กเสริฟก็เสริฟเร็วขึ้น คนผัดก็ผัดเร็วขึ้น ยามก็หลับเร็วขึ้น แม่ค้าก็ด่าไว้ขึ้น หมาเห่าเร็ว ยุงกัดเร็ว คนป่วยเร็ว หมอรักษาเร็ว ... ทั้งหมดเป็นเพราะน้ำจะท่วม ... แต่น้ำท่วมไม่ทำให้ฉันรักเธอเร็วขึ้นนะ ... มันยังค่อยๆ ดูกันไปเหมือนเดิม

เค้าว่าคืนนี้น้ำจะท่วม คนเก็บของกันใหญ่ 7/11 คนแน่นมาก ... ผู้คนพากันใส่ขาสั้น บางคนถึงขนาดเลิกกับแฟนก่อน รอน้ำลดค่อยมาคบใหม่ บางคนป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายอยากตายมากแต่ไม่มีโลง เพราะร้านทยอยปิดกัน เฮ้อ ... นี่แหละวาระแห่งชาติ ชาตินี้ชาติเดียวพอไม่ต่อชาติหน้านะ ...

คนเราไม่ได้อยากให้ซับน้ำตาเท่ากับการมีคนอยู่ข้างๆ ไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้า แต่เป็นหัวไหล่ของฉันกับเธอที่ชนกัน ...

สงสัยว่าครูพละทุกคน เวลาจะให้ทำอะไร ทำไมต้อง "อึ้บ" ทุกที "ครูนับแล้วกระโดดพร้อมกันนะ 3 2 1 เอ้า อึ้บ !?!"

เรื่องของตัวเองไม่ได้ยิ่งใหญ่เสมอไป มันไม่ได้ทำให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก อย่าทำราวกับว่าตัวเราเป็นแกนของโลกนี้ สนใจคนอื่นบ้าง หัดรักคนอื่นบ้าง หัดที่จะให้คนอื่นบ้าง ...

พ่อมักจะซื้อขนมที่เราชอบทิ้งไว้เสมอ เผื่อว่าเราจะกลับมากิน "เผื่อว่า" พ่อจะเผื่อเอาไว้แบบนี้ทั้งๆ ที่รู้ว่านานๆ เราจะกลับมา หากจะหาใครสักคนนึงที่ซื่อสัตย์กับความรักโดยไม่หวังผลตอบแทน ก็ต้องเป็นท่านแน่นอน

ในชีวิตของเราหนึ่งชีวิต ย่อมต้องการใครสักคนที่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะยังอยู่ข้างเดียวกับเรา ท่ามกลางผู้คนมากมาย ... แต่เมื่อหาไปก็ไม่เจอ เราเจอเพียงคนที่คล้ายๆ ว่าจะเป็นคนนั้น ในที่สุดเรากลับค้นพบว่าเค้าเองอยู่ข้างๆ เรามาตลอด ... "วันนี้ผมยังรักและคิดถึงพ่อเหมือนเดิมครับ"

‎"ถ้าเราตกหลุมรักคนสองคนพร้อมๆ กัน อย่าเลือกเพียงคนที่เรารัก จงเลือกคนที่เราขาดเขาไม่ได้"

บางครั้งคนเราก็มีแค่ "ขอโทษ" กับ "ไม่เป็นไรนะ" ไม่จำเป็นต้องทิฐิ ไม่ต้องมีมากนักก็ได้ศักศรี ไม่ต้องมีหนักหรอกความเย่อหยิ่ง กับคนที่เรารัก กับเพื่อร่วมชาติ กับคนในครอบครัว ... ของแบบนั้นฉันไม่ต้องการหรอก แค่คำขอโทษแล้วก้าวต่อไปก็พอแล้ว ...

สำหรับผู้ชาย ความน่ารักไม่ได้อยู่ที่มัดกร้าม หรือหน้าตา มันอยู่ที่นิสัยใจคอ ถึงเวลาผ่านไป จากเด็กกลายเป็นชายหนุ่ม ทว่าถึงอย่างไรมองดีๆ เราก็จะเห็นเด็กผู้ชายอยู่ดีนั่นแหละ ... ดังนั้นความสวยงามของความรักนั้นจึงไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ เด็กคนนั้นต่างหากที่น่าสนใจ

นอกจากเพลงจะมีไว้ฟังแล้ว มันยังมีไว้พูด โดยเพลงเราจึงสื่อสารกันทางอารมณ์ และเข้าใจความรู้สึกของอีกคนนึงได้ ผ่านบรรยากาศของเพลง ผ่านเครื่องดนตรี เราไม่อาจจะหลอกตัวเองว่าสนุกเวลาร้อง หากเราไม่สุกจริงๆ ...

ทีแรกเค้าบอกว่าแกฝันเหยิน ฉันไม่เชื่อเถียงแทนแกไปดอกใหญ่ แต่พอแกจะพูดเสริม ... อืมหืม ... กูไม่น่าเถียงแทนมึงเลย

ไม่ดีเด่อะไร ไม่ใช้คนที่ดีพร้อม ยังรู้ตัวเสมอว่าไม่สมบูรณ์ แต่ก็พยายามเหลือเกินที่จะดีขึ้นอย่างไม่เคยถอดใจ ... สักวันมันต้องดีกว่านี้แน่ๆ

ถ้าโลกนี้ไม่มีผู้หญิง ความอ่อนหวานในโลกจะน้อยลงมั้ย ... สำหรับผมคงน้อยลงไปมาก เพราะทุกวัน ตั้งแต่มีแฟนก็เลิกกินน้ำตาลมานาน 5 ปี แล้ว ...

‎"ดีแค่ไหนที่ได้ปวดขี้เมื่อยังมีโอกาส" เราไม่รู้วันและเวลาชีวิตของเรา รีบทำในสิ่งที่ตั้งใจซะ ปล่อยเอาไว้จะปวดท้องเปล่าๆ

ตราบใดที่ดวงดาวยังสุกสกาวบนฟ้า ฉันจะอยู่เพื่อปกป้องเธอไม่ไปไหน ...

อ่านหนังสือของนู๋ดีแล้วรู้สึกว่าตัวเองคิดถูกแล้วที่ไม่ทำงานประจำ ไม่งั้นคงลืมไปว่าหนึ่งชีวิตของเราทำอะไรไดหลากหลายจริงๆ ทุกวันนี้กลับดีใจ ที่ไม่ได้อยู่ในอาชีพอะไรเลย เพราะเขียนที้งหนังสือ แต่งเพลง วาดรูป เล่นดนตรี สร้างเว็บ ทำกับข้าว เขียนโครงการช่วยเหลือสังคม ฯลฯ ก็คุ้มแล้ะ หากไปทำงานอย่างคนอื่นคงไม่ได้ใช้ความสามารถขนาดนี้แน่ๆ อยากให้เราเชื่อร่วมกันว่า เราไม่ได้เก่งเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ระบบการศึกษาพยายามยัดเยียดให้เราเชื่ออย่างนั้นมาตลอด สู้ๆ

ความสุขคืออะไร ... คือการเข้าใจในความทุกข์ และไม่ตกเป็นเครื่องมือของความทุกข์ ... คือรู้ตัวว่าความทุกข์เป็น "สภาพวะ" สภาพที่ไม่เที่ยง มันจะต้องผ่านไป และในไม่ช้าก็จะกลับมาอีก

ล้มบ้างกได้นะ เหนื่อยบ้างก็ได้นะ เจ็บบ้างก็ได้นะ ผิดหวังบ้างก็ได้นะ ชีวิตอ่ะ ... ไม่ต้องไปดิบดีทุกเรื่องหรอก ... ถ้าเธอเสียใจจะไปซบไหล่ใครกัน ในเมื่อเธอพยายามซะอย่างนั้น ...

คนเรานี่แปลกเรื่องอยากลืมเสือกจำได้แม่น ... เรามักจะจำความล้มเหลวครั้งสำคัญของเราได้ดีชนิดฝังใจ แท้จริงมันอาจเป็นข้อดีที่ทำให้การก้าวขาครั้งต่อไปมีโอกาสล้มเหลวซ้ำน้อยลง แม้ว่ามันดูจะโหดร้ายไปสักหน่อยก็ตาม

แคร์ทำไมแค่ผู้ชายควายๆ คนนึง ที่แยกว่าอะไรดีหรือเลวไม่ได้ อยากได้คนแบบนี้มาเป็นพ่อของลูกเหรอ ... ไม่หรอกไม่มีใครเค้าอยากได้

บางทีเราต้องสงวนคำอธิบายที่เรามี เพื่อรับฟังบ้าง ฟังสิ่งที่โลกนี้และความรักำลังจะบอกเรา การบ่นต่อว่า การฟูมฟายเป็นกระบวนการเพื่อการหาสิ่งที่ดีกว่า มันไม่ใช่คำตอบ 'แต่เป็นคำพยากรณ์ถึงคำตอบที่กำลังจะมาถึง'
ถ้ารู้ตัวว่าต้องตายพรุ่งนี้ตอนห้าโมงเย็น จะไปทำอะไรกับชีวิต ... นั่นแหละคือสิ่งที่คุณต้องทำจริงๆ เด๋วนี้ ... จงใช้ชีวิตให้คุ้มซะก่อนที่จะไม่ได้ใช้ บางครั้งรักคนอื่นบ้างก็ได้ บ้างครั้งเรื่องอะไรให้อภัยได้ก็อย่าคิดมาก ... ดังนั้นจะเป็นจะตายอย่างไร ก็จงก้าวต่อไป ก้าวต่อไปให้ทันแสงของดวงตะวัน

คู่แท้แบบไม่ต้องลงทุนทำอะไร "ไม่มีในโลก" คนเราอยู่กันที่ปัจจุบัน ปู่ย่าตาทวดถูกคลุมถุงอยู่กันได้จนแก่จนเฒ่า แต่คนรุ่นใหม่ย้ายมาอยู่ก่อนแต่งยังเลิกกัน แท้จริงมันอยู่ที่วันนี้ของเราสองคน ว่า ยังคงศรัทธาในเจ้าหญิงให้สาวคนนั้นที่เราคบมาตั้งแต่หนุ่มๆ หรือไม่ หรือเรายังคงศรัทธาในเจ้าชายคนใน ในตัวชายคนนั้นที่เราคบมาตั้งแต่สาวๆ หรือไม่ ผมหวังว่าเราจะตอบว่าใช่ ไม่ว่าอย่างไรเราก็จะซื่อสัตย์กับคนนี้เสมอไป แบบนี้เรียกว่าคู่แท้ได้

หลายครั้งที่การจะรักใครสักคนมันไม่ง่ายเลย เราพยายามที่จะให้อภัยแต่ก็พบกับความล้มเหลว เราบอกตัวเองให้อดทนทั้งๆ ที่รู้ว่าก็คงจะทนได้อีกไม่นาน จริงๆ แล้วบางครั้งเราก็ไม่ต้องทน จริงๆ แล้วบางเรื่องเราก็พูดได้ และการรับฟังก็เป๋นคุณลักษณ์ของความรักเช่นกัน มันหมายถึงหนทางของการปรับความเข้าใจ แทนที่การมานั่งทนอย่างโง่ๆ

เพราะเธอฉันจึงได้เห็นสิ่งที่ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสได้เห็น ได้เป็นคนใหม่อย่างที่ไม่คิดว่าจะได้เป็น ได้ร้อง ได้เป็น ได้เต้น ได้ฟูมฟาย เพราะเธอ เพราะเธอ เธอเพราะ เพราะเธอ ... ทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่าเราเป็นหนึ่งเดียวกัน แท้จริงเราใช้ลมหายใจของกันและกันอยู่ ...

ที่ฉันร้องไห้ไม่ได้แปลว่าฉันอ่อนแอ เมื่อมีน้ำตาไม่ได้แสดงว่าหวั่นไหวเสมอไป ฉันอาจจะกลับมาเข้มแข็งกว่าที่เคยก็ได้ อย่าประมาทฉันก็แล้วกัน !!!

ตอนเด็ก : เราไปไหนมาไหนด้วยอาศัยขาของแม่ ตอนโต : เราไปไหนมาไหนเองด้วยขาของเรา ตอนแก่ : เราไปไหนมาไหนด้วยขาของลูก ... สักวันเราอาจจะต้องเดินไปในที่ที่เราไม่อยากไป ด้วยขาที่ไม่ใช่ขาของเรา เมื่อเรามีโอกาสพาเค้าไปก็พาท่านไปในที่ที่ท่านอยากไปบ้าง อย่าบ่นเลย

พ่อถามลูกชายว่า "โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร" ลูกชายตอบ "คาเมนไรเดอร์ครับ" พ่อยิ้มที่มุมปาก "มันเป็นไปไม่ได้หรอกลูก ในโลกแห่งความเป็นจริง" ลูกชายก้มหน้า "ผมช่วยคนแบบคาเมนไรเดอร์ไม่ได้เหรอครับ"

พระจันทร์กำลังจะลา พระอาทิตย ? จะโผล่ขึ้นมา ... โลกก็แบบนี้ หมุนเวียนเปลี่ยนเสมอ ... พรุ่งนี้ก็ซ้อมดนตรีอีก ... พอซ้อมเสร็จ ... ก็แสดง หลังแสดงก็ซ้อม ไปเรื่อย ...

ตกดึกทีไรเป็นต้อง "หิว" คนจะลดความอ้วน !!! มันก็ยังจะหิว

ถ้าของหายทำให้เราเข้าใจกับครอบครัว ก็ควรแล้วล่ะที่มีนจะหาย เพราะอย่างไรเราก็ย่อมอยากได้พวกท่านมากกว่าวันยังค่ำ กลับรู้สึกดีที่มันหายได้ด้วยซ้ำ ... จริงๆ เราได้รู้จักตัวตนของเรา ความเข้มแข็งและความอ่อนแอของเราเมื่อเราเสียของสำคัญ เมื่อเราถูกสั่นคลอน

ทำไมพระจันทร์คืนนี้เย็นชาจัง ... เธอไม่ยอมแม้จะหันอีกเสี้ยวมายังฉัน (คนจะเขียนกลอน มาตั้งวงเหล้าอะไรหน้าห้องฟร๊ะ)

บางทีก็อยากจะเป็นคนใจเย็น ใจดี รักคนอื่น แต่แน่ล่ะ ... มันไม่ง่ายเลย ไม่ง่ายอย่างที่คนที่ไม่อยากใจดี ใจเย็น ไม่มีวันเข้าใจ

แม้งานจะดูยาก แต่ยิ่งยากยิ่งรัก ยิ่งแน่นแฟ้น เพราะคำพูดของใครบางคนไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวฉันได้เลย มันไม่อาจทำให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ไม่อาจทำให้น้ำทะเลหวาน ไม่อาจทำให้โลกหยุดหมุน และแน่นอน มันไม่อาจทำให้ฉันย่อท้อ กลับกันมันจะเป็นแรงเป็นพลังให้ก้าวต่อจนกว่าสิ่งที่ได้เริ่มต้นไว้จะสำเร็จ

การให้คือการรับที่ยิ่งใหญ่ การให้สอนเราให้รู้ถึงความไว้วางใจ ถึงความเชื่อใจในกันและกัน สักวันโลกนี้จะเปลี่ยนไป แม้เราจะแตกต่างกัน ไม่เหมือนกันสักคน แต่สักวันโลกนี้จะสอนเราว่าแท้จริงเราสามารถไว้วางใจกันได้ เสมือนเรื่องของการขอบคุณเมื่อได้รับของจากผู้ใหญ่ มันเป็นเรื่องพื้นฐานของจิตใจ ทว่ากลับยิ่งใหญ่ท่วมท้น ถมทะเลให้เต็มได้ … มันก็สามารถเติมพลังเราได้ เติมเราให้เต็มความเป็นคนได้ โลกจะหมุนกลับ เราจะเป็นหนึ่งเดียวกัน ลูกของเราจะเล่นกับลูกเพื่อนบ้าน เราจะร่วมร้องเพลงด้วยกันที่กลางเมือง น้ำใจจะไม่ถูกบดบังด้วยความเกรงใจ สักวันโลกนี้จะหมุนกลับ แสงสว่างจะส่องลงมาเป็นประกาย ไม่ใช่แค่ในห้องของฉัน แต่ส่องลงมาในใจของคนทั้งเมืองนี้

ไว้อาลัยการจากไปของเพื่อนของเพื่อน นพ พ่อ และพี่ชาย ... จริงสินะ ... วันนึงเราเองก็ต้องจากไปเหมือนกัน เราต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ จะได้ทำแต่ความดีเพื่อทิ้งเอาไว้ข้างหลัง ...

เราวาดรูปเหมือน หรือเราวาดความรู้สึกตัวเอง ฉันวาดกลิ่นของดอกไม้หรือฉันวาดเพียงกลีบดอกไม้ สำหรับฉันแล้วสิ่งที่ฉันวาดคือวันและเวลา คือช่วงที่ดีที่สุด คือจังหวะหนึ่งของชีวิต ... แน่นอนที่ตอนนี้ฉันยังคงจับดินสอของฉันเอาไว้แน่น ... จะไม่ยอมปล่อยเด็ดขาด

พระอาทิตย์แย้มกลีบสีทองที่บานเกล็ด ปลุกคนขี้เซาให้ตื่นขึ้น ลืมตา เผชิญกับโลก โลกที่บางคนคิดว่ากลม บางคนคิดว่าแบน แต่บางคนคิดว่าบ้า ...
ในกรณีที่ฝนตกแล้วเรากลัวว่ากางเกงในจะเปียกต้องทำยังไง ...

1. ไม่ใส่ ถอดเก็บไว้บ้าน
2. เอาถุงพลาสติดมาเจาะขาแล้วเข้าไปด้วย
3. ช่างมัน
4. ถามเพื่อนว่าเค้าทำไงแล้วเอาด้วย

พระอาทิตย์ที่อุบนเป็นสีเทาตามสีของก้อนเมฆ ฝนระยับตกลงมา แทรกตัวลงกลางผืนแผ่นดิน ยังความเปียกเย็นต่อดอกไม้และพฤกษา ท้าทายความแห้งแล้งแห่งฤดู ท้ายทายความโดดเดี่ยวในใจ ... เย็นใจดีจัง

เลิกงานตอนนี้สองทุ่มกว่า ไม่ค่อยเหนื่อยนัก เจอหนังสือดีๆ หลายเล่มแต่ก็ไม่กล้าซื้อ รอกลับ กทม จะซื้อให้ได้ ใครที่เสียใจช่วงนี้เข้มแข็งเข้าไว้นะ อดทนและผ่านมันไปให้ได้ นี่แหละชีวิตที่เราเลือกเอง มีอะไร มาระบายให้กันฟังบ้างนะครับ

สิ่งที่ทำให้เราทำงานประสบความสำเร็จ บรรไดขั้นแรกคือ ท่าทีในใจ ต้องมีท่าที่แห่งความรัก และความห่วงใยต่อสังคมที่เราก่อน มิเช่นนั้นเราจะทำงานเพื่อตัวเราเอง ในที่สุดเราจะเฉยชา และกลายเป็นหุ่นยนต์

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

กว่าจะมาเป็นหนังสือเล่มนี้

หนังสือเล่มนี้ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนๆ หลายคน พวกเราทำงานกันยันสว่างเกือบทุกคืน ทำงานกันอย่างซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์กับความฝันของพวกเราทุกคน ...

เราคิดกันว่า ทุกวันนี้สังคมเราอาทรกันน้อยมาก ไม่ค่อยเกื้อกูรกันเหมือนแต่ก่อน ชอบนะ ที่เห็นว่าบ้านใครมีโอ่งใส่น้ำเอาไว้ให้คนที่ผ่านหน้าบ้านไปมากินได้ ตอนนี้เหลือแต่ 'อ่าง' อ่างล้างเท้าบ้าง เลี้ยงปลาบ้าง อ่างอบนวดบ้าง !?!

เพราะการซื้อขายรึเปล่าที่ทำให้เรากลายเป็นคนที่เลือกได้ เรามีเอกสิทธิ์ที่จะเป็นผู้เลือก เป็นผู้บงการตราบได้ก็ตามที่เรามีเงิน บางอย่างที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความยากลำบาก ก็ถูกยึดไปเป็นเจ้าของโดยคนมีเงิน 

เงินเป็นเครื่องมือหนึ่งในการซื้อขาย ตำราว่าไว้อย่างนั้น แต่เรากลับเจอเรื่องนอกตำราเต็มไปหมด เงินทำให้คนบางคนยิ่งใหญ่และมีคุณค่ามากกว่าคนบางคน เป็นผู้วิเศษวิโสมาจากสวรรค์ชั้นฟ้าเบื่องบน ส่วนตัวแล้วพวกเรากลับไม่เชื่ออย่างนั้น แม้จะมีคนเชื่ออยู่เต็มไปหมด

บางทีพวกเราอาจบ้า ... อาจเสียสติ ... ก็ได้นะ

แต่คนบ้าคนเสียสติอย่างพวกเราอยากเห็นสังคมนี้อยู่บนพื้นฐานแห่งการให้และการแบ่งปัน คนบ้าอย่างพวกเรากลับคิดถึงป้าใจดีที่มีรอยยิ้มต้อนรับเราผู้เป็นคนแปลกหน้าด้วยวาจาแห่งความกรุณา แม้เราจะทำเพียงแค่ไปขอเข้าห้องน้ำก็ตาม เราคิดถึงสยามเมืองยิ้ม คิดถึงนาเขียวๆ ข้าวเหนียวในกระติ๊บ คิดถึงเมื่องที่ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว

คนบ้าอย่างพวกเราฝันเฟื่องนึกอยากเห็นสังคมนี้กอดกันเหมือนครั้งก่อน สมานฉันท์เหมือนโบราณ เราคิดถึงสิ่งเหล่านี้เหลือเกิน คิดถึงมันใจแทบขาด และหวังว่าจะมีคนคิดถึงสิ่งเหล่านี้ร่วมกันมากพอ 

เพียงพอที่จะเปลี่ยนสังคมนี้ของพวกเรา หวังอย่างยิ่งว่าจะมีคนบ้าอย่างเรามากพอ ...

เราจึงเริ่มต้นงานเขียนเล่มแรกด้วยการเป็นผู้ขอ ขอสิ่งเหลือใช้จากเพื่อนๆ ทุกคนที่เรารู้จัก คือ กระดาเอสี่ที่ใช้แล้วหนึ่งหน้า ซึ่งก็มีคนให้และบ้างก็ไม่มีจะให้ บางอ้างว่าเลิกเก็บขยะขายมานานแล้ว กระนั้นทุกคนก็ยังช่วยกันอย่างแข็งขันเต็มกำลังความเพียร

เราได้ฝึกที่จะอ่อนโยน ในการรู้จักให้ และฝึกในการขอบคุณ เราได้กลับสู้พื้นฐานแห่งรากเหง้าคำสอนที่เราเรียนมาจากผู้ใหญ่ใจดี จากคุณครูผู้อารีอันเป็นที่รัก

"เวลาผู้ใหญ่ให้ของ หนูต้องขอบคุณด้วยนะคะลูก"

ผมขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนหนังสือเล่มนี้ เราขายแบบไม่ได้ตั้งราคา พวกเราคิดก่อนออกจากบ้านมาแล้วว่า หากจะต้องทำฟรีก็ถือว่าปันกันอ่าน เรี่ยวแรงของเราก็ถือว่าเป็นการร่วมกันทำความดี เป็นเพื่อนกันมันต้องทำดีร่วมกันอยู่แล้ว ไม่งั้นเราก็คงไม่ใช่มิตรแท้แน่ๆ

สุดท้ายขอบคุณที่อ่านหนังสือเล่มนี้ เราจะตั้งใจทำต่อไป เพราะเราเป็นคนบ้า ... ที่คิดถึงแต่เรื่องไร่นาและป่าสีเขียว ... 


วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สารบัญไม่ได้บอกทุกอย่าง

เพราะชีวิตของเราไม่มีสารบัญ เราจึงไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมันจะอยู่ตรงไหนของชีวิต เราเลย 'เลือกเปิดไม่ได้' ซึ่งมันดันคล้ายๆ กับ 'เลือกเกิดไม่ได้' แต่ก็น่าแปลกที่เราต่างก็พยายามที่จะควบคุมมันไปให้ได้ซะหมดทุกอย่าง ควบคุมราวกับว่าเราเลือกเปิดได้ ราวกับว่าชีวิตเรามีสารบัญ

หลายครั้งเราถามตัวเองว่าทำไมช่วงนี้เราไม่ค่อยมีความสุข ทานอะไรไม่ค่อยอร่อยอย่างที่เคย ผมร่วง ทะเลาะกับคนรอบข้าง ไม่มีใครสนใจ เพื่อนทิ้ง ฯลฯ อันที่จริงเราก็ไม่ได้ต้องการคำตอบเท่าไหร่ เหมือนเราอยากจะระบายอารมณ์มากกว่า

แต่ถ้าจะตอบก็คงเพราะเราพยายามเลือกเปิด แต่เสือกเปิดโดยไม่มีสารบัญ เราคาดหวังความสำเร็จในวิธีที่ผิด เอาใจไปใส่ให้คนที่เขาไม่รักเรา อยากมีความสุขในช่วงที่ต้องพักสงบ กลายเป็นคนดีที่ทำได้แค่ 'เฉียด' ไปมา กลายเป็นคนที่มาสาย เป็นคนที่ไม่ใช่ของใครบางคน ทั้งๆ ที่อีกนิดเดียวเท่านั้น

อยากเปลี่ยนมันมั้ย ... เบื่อมั้ย ความรู้สึกเหล่านี้ ??

งั้นก็หยุดเลือกเปิดสิ หยุดเลือกเปิดชีวิต แต่เปิดใจแทน เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่หัดที่จะยอมรับอะไรง่ายๆ บ้าง หัดที่จะไม่ต้องควบคุมอะไรให้มันมากนัก หัดที่จะประเมินตัวเอง ไม่แน่รอยยิ้มอาจจะกำลังหาทางออกมาจากน้ำตาก็ได้

อ้อมกอดไม่ได้มีไว้ซื้อขายกัน เราให้ฟรี แต่กลับเป็นสิ่งที่มีค่า สงวนไว้สำหรับคนที่เรารัก แต่แปลกที่เราไม่ค่อยรักใคร เราเลยไม่ได้กอดใครซะที ไม่ได้เอามันมาใช้เพื่อใครซะที

เรารอคอยคนนั้นที่ขี่ม้าขาวมา รอคอยคนที่สมบูรณ์แบบ รอคอยเจ้าชาย รอคอยคนในฝัน เรารอมานานแค่ไหนแล้ว ?? หากเราหัดยอมรับเราจะเห็นว่าใครคนนั้นบางทีอาจอยู่ใกล้ๆ เรานี่เอง เป็นคนที่เราสามารถมอบอ้อมกอดของเราให้เขาได้ แล้วใครคนนั้นก็จะกอดเราตอบอย่างไม่มีเงื่อนไขด้วยเช่นกัน

ความรักเป็นเรื่องที่ยิ่งใช้ยิ่งมีมาก เราไม่สามารถขาดทุนได้ หากเรารักจริง

มีตัวอย่างให้ดูแล้ว พวกเขาคือพ่อแม่ผู้ปกครองของเรา หากถามว่าใครที่พยุงเด็กดื้อขี้โวยวายคนนั้นขึ้นมาบ่อยที่สุด เราคงจะนึกภาพตัวเองออก นึกภาพของพวกท่านออก

แล้วใครพยุงท่านบ้าง ... พยุงด้วยรอยยิ้มนะ

นานแค่ไหนแล้วที่เราสงวนอ้อมกอดของเราเอาไว้จากท่าน มัวแต่ไปรอเจ้าชาย พวกท่านคือแบบฝึกหัดอย่างดีสำหรับการหัดที่จะรักใครสักคน เพราะเราไม่ต้องกลัวว่าจะเจ็บ ...

ชีวิตของเรามันไม่ได้ควบคุมได้ไปซะหมดทุกอย่าง เราไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ควบคุม แต่เราเกิดมาเพื่อเรียน เรียนรู่อย่างเคารพในโลกใบนี้ เคารพในธรรมชาติ ในกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ เคารพในอาหารทุกจาน ไม่กินทิ้งขว้าง หรือดูถูกผู้มีพระคุณ รู้จักที่ต่ำที่สูง รู้ว่าใครเป็นใคร

เมื่อเราอยู่อย่างสอดคล้องกับระบบความรักของโลกเราก็จะเป็นผู้ที่มีความสุข โดยไม่ต้องพึ่งสารบัญ ไม่ต้องเลือกเปิดอีกต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

คนที่เข้าข้างเราไม่ว่าอย่างไร

------- (หัวขโมย // ลูกอมสามถุง) -------

เพี๊ยะ --- !!

หน้าผมหันไปอีกด้านหนึ่งอย่างกระทันหัน ตัวผมโซซัดโซเซตามแรงตบของพ่อ ผมซบลงบนเก้าอี้ที่เบาะทำจากผ้า ซุกตหน้าลงไป หวังยืดเวลานี้ให้นานออกไปอีก ช่วงเวลาที่ผมจะไม่ต้องโดนลงโทษ ไม่ต้องเป็นผู้ต้องหา ไม่ต้องเป็นหัวขโมย ...

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเบาะนุ่มๆ นี้ จะเยื้อผมเอาไว้จากความเจ็บปวดได้ แต่แทนที่สิ่งนั้น มันกลับ "เปียก" เปียกไปหมดเพราะหยดน้ำตาของผม มันไหลอย่างกับน้ำท่วมในข่าว

"ไอ้สัด ไอ้ลูกเนรคุณ กูต้องลำบากเพราะมึงอีกเท่าไหร่แค่นี้ยังไม่พออีกเหรอ !?!" พูดไม่ทันขาดคำพ่อกระชากคอเสื้อของผม ดึงผมจากท่านั่งขึ้นมาในท่ายืน ท่านคว้าที่เขี่ยบุหรี่ที่ทำจะแก้วตัน

"ผมว่าค่อยๆ คุยกันก็ได้นะครับ" ตำรวจวัยกลางคนเข้ามาห้าม เค้าแยกผมกับพ่อออกจากัน เค้ามองหน้าที่บู้บี้ของผม คลำดูเบาๆ เพื่อดูว่าจะต้องพาผมไปโรงพยาบาลมั้ย

"เรื่องแค่เล็กน้อย อีกอย่างมันก็แค่ลูกอม ผมไม่เอาความอยู่แล้ว แค่อบรมสอนเค้าบ้างก็พอ" ผู้เสียหาย ร้านขายของชำพูดเสริม

พ่อของผมก้มหน้า เค้านั่งลงกับเก้าอี้ "พวกคุณออกไปกันได้แล้ว" ทุกคนทำหน้าสงสัยอะไรที่ดับความโกรธของพ่อลงได้ขนาดนั้น แต่ก็ออกไปอย่างฝ่ายคุมเชิง ค่อยๆ ถอยก้าวออกไปอย่างช้า ไม่อยากทำให้อารมณ์ที่เปราะบางของใครบางคนต้องแตกสลาย พวกเค้าคงไม่เข้าใจว่าเราสองพ่อลูกจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างไร

------- (ครอบครัว) -------

เสียงประตูปิดเป็นเสียงสุดท้ายที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ ความเงียบและความมืดอยู่รอบข้างผมกับพ่อ ไฟถูกปิดทุกดวง มีเพียงแสงอ่อนๆ ของพระอาทิตย์ที่ลอดสลัวเข้ามา เราแทบไม่ขยับตัว ราวกับว่าเรากำลังจะตาย ผมไม่กลัวความเจ็บปวดอีกต่อไป ไม่ว่าจะจากที่เขี่ยบุหรี่อันนั้น หรือกระสุนปืนจากความโกรธเคืองก็ตาม

ทำไมนะ ... ผมถึงทำอะไรโง่ๆ พรรณนั้นออกไป นึกแล้วมันก็งี่เง่าจริงๆ แค่อยากลองของ อยากเล่นเกม อยากคึกคะนอง อยากทำอะไรที่มันตื่นเต้น อะไรก็ตามที่ต้องวางเดิมพันสูงๆ

เด็กวัย  ๑๒ อย่างผมก็คงคิดได้เท่านี้ ผู้ชายที่วันๆ จมอยู่กับการล้มละลายจะมาเข้าใจได้ยังไง คนที่คิดแต่ว่าจะหมดกำลังใจ เอาแต่โทษชะตาจะมาเข้าใจผมได้ยังไง จะรู้ได้ยังไงว่าจริงๆ ผมต้องการอะไร

------- (กอด) -------

"เป็นยังไงบ้าง" พ่อพูดออกมา น้ำตายังไม่แห้งจากเบ้าตา นี่คงเป็นช่วงเวลาที่อ่อนแอของผู้ชายคนนั้น นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ฉันเห็นท่านร้องไห้

"ให้พ่อดูซิ เจ็บตรงไหนบ้าง" ท่านพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางเอามือมาจับที่ขอบตาปูดบวมของผม เพ่อเอาหน้ามาใกล้ๆ ดูมันอย่างพินิจ

"พ่อจะไม่ตีลูกอีกต่อไป..." พ่อพูดมันมาเบาๆ แต่พ่อกอดผมเอาไว้อย่างหนักแน่น !! พ่อ คนบ้าหุ้น คนขี้โมโห คนหยาบคาย แต่ยังไงคนนี้ก็ไม่เคยลืมว่าตัวเองเป็นใคร ใช่ ... เค้าคือพ่อของผม ไม่ใช่พ่อที่ผมยืมคนอื่นมา

------- (คนที่อยู่ข้างเดียวกับเรา // ไม่ว่าอย่างไร) -------

เราอาจจะผิดพราดได้ หรือเราอาจจะเก่งจนคิดว่าจไม่มีวันที่เราจะผิดพราด ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องการใครสักคนที่อยู่ข้างเดียวกับเรา คนที่จะยืนอยู่ฝั่งเรา เป็นเพื่อน เป็นพวกพ้อง เป็นครอบครัว

เราไม่อาจอยู่อย่างเดียวดาย ไม่ปรารถนาจะล๊อคตัวเองลำพัง เราซื้อมือถือเราต้องการมือถือหรือเราต้องการสายสัมพันธ์ ??

สำหรับผมชายคนนั้นจากผมไปนานพอควรแล้ว แต่ผมก็ละรึกถึงเค้าในฐานะคนที่จะอยู่ข้างเดียวกับผมไม่ว่าอย่างไร ทุกวันนี้คนเราเลิกร้างกันง่ายดาย เพราะเราเชื่อเรื่องสามี เรื่องภรรยา น้อยกว่าเชื่อเรื่องพ่อเรื่องแม่ เราเชื่อว่าพ่อเป็นพ่อลูกเป็นลูก เราไม่มีวันตัดกันได้ แต่เรื่องสามีภรรยาเรากลับเชื่อว่าเราตัดกันได้

ในที่สุดการตัดสินใจเลิกร้างกันก็ส่งผลกับเด็กคนหนึ่ง เด็กที่ภายหลังเราเรียกเค้าว่า 'ลูก' พ่อผมไม่เคยไม่เชื่อว่าผมเป็นลูก แม้เคยพูดตอนโมโหว่า 'ทางใครทางมัน' แต่ก็ลงเอยด้วยอ้อมกอดทุกครั้งไป

สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่าภรรยาคือครอบครัวเดียวกันที่ตัดไม่ขาดไม่ว่าอย่างไร ไม่ว่าจะผิดพราดมากแค่ไหน ผมไม่ได้มองหาคนสมบูรณ์แบบ ผมเชื่อว่ามันถูกกำหนดมาแล้ว หน้าที่ของเราคือส่งต่อความไว้วางใจของพ่อแม่ที่มีต่อเราไม่สู่ลูกของเรา

"ปู่ของลูกเจ๋งมากรู้มั้ย"