วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

สิบแปดสิงหา

แสงอ่อนๆ ลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาเป็รแนวยาว กระนั้นด้วยม่านสีทึบ ห้องนี้ก็ยังตกอยู่ในอ้อมกอดของความมืดเสียเจ็ดในสิบส่วน ผมบีบตัวไปมาบนที่นอนของโรงแรม แอร์ที่เปิดทั้งคืนทำให้บรรยากาศนอกผ้าผมหนาวเหน็บไปหมด

ใต้ผ้าห่มผมคิด คนเราสวมเสื้อผ้าเพื่ออะไร บางคนสวมเพื่อป้องกันความหนาว บางคนสวมเป็นงานศิลปะ บางคนสวมเพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับ มีบางคนเอาเสื้อผ้าเป็นเส้นตายในการกำหนดระดับความสัมพันธ์กับคนอื่น และบางคนก็ล้มตายในความสัมพันธ์กับบางคนเนื่องจากเสื้อผ้า

แต่ไม่ว่าอย่างไร โลกนี้ก็มีอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญที่เราทุกคนต้องเผชิญ นั่นคือ กลายร่างเป็นขี้เถ้า กลายเป็นดิน กลับสู่ดิน ทรายกลบหน้า นอนใต้ผืนหญ้า หรือว่าอะไรก็ตาม สักวันมันคงต้องเป็นเรา เสื้อผ้าที่ใส่ สุดท้ายก็ต้องถอดอยู่ดี เราไม่อาขัดขืนกาลเวลาได้เลย

พูดมาทั้งหมดอาจถามได้ว่า ผมไม่ชอบเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรือเปล่า หรือผมไม่มีตังค์ซื้อ หรือเป็นพวกธรรมะ หรือเป็นคนบ้า อะไรก็ช่าง ผมแค่อยากบอกว่าชีวิตเราทุกวันนี้มันแสนสั้น หัวเราะ ร่าเริง สบายใจได้ไม่มีใครว่า แต่ก็รู้ชะตาเอาไว้บ้าง จะดีแค่ไหนถ้าใส่เสื้อผ้าสวยๆ แล้วก็มีรอยยิ้มจากใจให้ผู้อื่น จะดีแค่ไหนถ้ามีเวลาสำหรับช่วยเหลือเพื่อน หรือคนรู้จัก

ผมถามตัวเองแบบนี้เพื่อควบคุมตัวเอง พยายามใช้ชีวิตเพื่อเป็นผู้ให้ เพราะผมรู้ว่าตัวเองไม่ค่อยมีน้ำใจ เป็นคนบาป แย่ และขี้เกียจ รู้ตัวว่าเอาอ่อนแอเรื่องอะไร จึงพยายาม พยายามให้หนักเพื่อจะเป็นคนดีโดยไม่เปลี่ยบเทียบ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ทำมันดีหรือยัง แต่ก็ขวนขวาย หวังเพียงประการหนึ่งคือ ความงามที่ไม่ได้มาจากเสื้อผ้า แต่เป็นความงามของชีวิต

โลกนี้แก่งแย่งเพราะสิ่งดีที่มีอยู่มันน้อย แต่ถ้าหากเราทุกคนพยายามทำสิ่งดีให้เกิด เราก็ไม่ต้องแย่ง ไม่รู้อะไรสาปเราไว้ไม่ให้เราทำ สาปไว้ให้ทุกครั้งที่พยายามมันมันจะล้มเหลว แต่ถึงอย่างนั้นผมเชื่อว่าความดีงดงามเสมอ ผลยังไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ใครประนามหยามหมิ่นก็ไม่เป็นไร ความดียังคงสวยงามและทรงคุณค่าเหนือสิ่งใดๆ เสมอ

วันนี้เรามาทำดีเพื่อคนอื่นกัน ประกาศให้โลกเบี้ยวนี้รู้ว่า ชีวิตที่ทำดีมันน่าซาบซึ้งแค่ไหน ผลจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ ...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น