วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

ถ้าโลกนี้ไม่มี

------- (โลกอันแสนวิเศษ // อากาศของชีวิต) -------

'โลกนี้ไม่เคยสงวนสิ่งดีเอาไว้จากเราเลย'ฉันนึกขึ้นมาขณะมองท้องฟ้ายามเช้า แสงรำไรของพระอาทิตย์ซ่อนอยู่เบื้องหลังเมฆฝนสีเทา

ถ้าโลกนี้ไม่มีอากาศให้เราหายใจ --- !!

เราก็คงจะต้องตาย เราคงจะดิ้นทุรนทุรายอ้อนวอนขออะไรก็ตามที่เราศรัทธาว่า ขอให้เรามีอากาศเพื่อต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกหน่อย ฉันยังไม่ได้สั่งเสียใครเลย ยังไม่ได้บอกรักใครคนนั้น เค้ายังไม่รู้ซ้ำว่ามีฉันที่รักเค้ามาตลอดรออยู่ตรงนี้

ถ้าโลกนี้ไม่มีน้ำให้เราดื่ม --- !!

แม้แต่ฉี่ของตัวเองเราก็คงจะต้องดื่มมันเข้าไป และถ้าเรากินฉี่ของเราจนหมดแล้ว เราก็อาจจะฆ่าใครสักคนหนึ่งได้เพื่อแย่งฉี่ของเขามา เราอาจจะได้เห็นภาพของครอบครัวที่ดื่มฉี่จากถ้วยเดียวกัน และเสพวาระสุดท้ายของชีวิตไปด้วยกัน ตอนนั้นเองเราอาจจะได้รู้ว่า 'ใคร หรืออะไรกันแน่ ที่มีความสำคัญสำหรับเรา'

วินาทีสุดท้ายเป็นเพื่อนและเป็นศัตรูของเรา เพราะมันจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราทำมาตลอดชีวิตนั้นถูกต้องหรือไม่ ...

กระนั้นเราก็ยังคงใช้พลาสติก ยังมีส่วนร่วมในการปล่อยมลพิษ เราทำเหมือนว่าโลกนี้จะไม่เป็นอะไร ถ้าโลกนี้ไม่มีต้นไม้ หึ เราก็ยังตัดต้นไม้ ถ้าโลกนี้ไม่มีเพื่อนสักคน หึหึ ฉันอยู่ได้...

------- (ความยุติธรรมอันไกลโพ้น // คำถามในสายลม) -------

บางคนบอกต่อไปว่า 'โลกนี้ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย' ทำไมทั้งๆ เราทำเพื่อเค้าขนาดนั้นแล้วเรายังโดนทิ้ง ทำไมต้องมีคำว่าดีเกินไป แล้วเราเคยยุติธรรมกับโลกผู้แสนดีนี้บ้างหรือไม่ หรือว่าสำหรับเราแล้วโลกนี้ก็ดีเกินไปด้วยเช่นกัน

ใช่ ... เราเอาก็ขว้างคำว่า 'ดีเกินไป' ใส่โลกนี้เหมือนกัน

เพราะในขณะที่โลกนี้กำลังจะตาย เราก็เข้าสลิมอัพเซ็นเตอร์ ยังคงอยากผอมสวย ยังคงอยากมีความรัก อยากเป็นที่รักชองใครสักคน อยากถูกรัก อยากถูกครอบครอง โดยที่เราเองก็พราดรถไฟขบวนสุดท้ายตลอด พราดที่จะเป็นคนนั้นที่รักคนอื่นก่อน พราดที่จะเป็นผู้ให้ พราดที่จะคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง

ดีเกินไป อีกแล้วสินะ ...

------- (ชีวิตคู่ที่เหลือแต่คี่ (ขี้)) -------

เราอยากแต่งงานทั้งๆ ที่เราเอาก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าคนอย่างเราจะรักใครได้ บางทีเราอาจจะอยากแค่มีแฟนสวย หรือบางที่เราอาจจะอยากได้เพียงแค่ความมั่นของของชีวิต

เราอาจจะเก่งเรื่องการทำงาน แต่เรื่องความสัมพันธ์เรามันก็ 'ไอ้ห่วย' ดีๆ นี่เอง เรารักใครไม่เก่ง มีแต่เงินเต็มกระเป๋า หรือบางทีอาจจะไม่มีทั้งสองอย่าง

เพราะอะไรกัน --- ??

เพราะเราไม่เคยฝึกมัน ต้องยอมรักว่าเรื่องนี้ไม่มีในหลักสูตร แม้ว่ามันจะเป็นทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งของชีวิตก็ตาม ที่แย่กว่านั้นคือ เราวิ่งหนีมันทุกครั้งที่มีการสอบเพื่อวัดระดับการให้อภัยของเรา เราคุมโปงแล้วคิดไปว่าเราผ่านทั้งๆ ที่เรานั้นซ้ำชั้น

การมีสินเชื่อเพื่อการแต่งงานไม่ได้เป็นหลักประกันชีวิตคู่ มันไม่เคยเป็นมานานแล้วด้วยซ้ำ เราประกอบอาชีพเพื่อความอยู่รอดทั้งๆ ที่ความอยู่รอดมีอยู่แล้วในผืนดิน ให้เราอย่างเปล่าๆ ไม่มีการซื้อขาย เราเพียงหว่านแล้วก็ใช้ชีวิต เรามีเวลาเลี้ยงลูกเราอย่างที่ไม่ต้องพึ่งพาโรงเรียน ใครกันที่สาปให้เราเชื่อว่าเราต้องรวยและมีของเล่นเยอะๆ ใครสาปให้มนุษย์ผู้อารีกลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ทำทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง

ใครกันนะ ... อ๋อ ... ตัวเรานี่เอง

------- (หนึ่งในนั้นฉันเอง) -----

'ฉันเองคือคนนั้น คนทีีไม่ดีพร้อม แย่ และไม่เอาไหน เป็นคนที่พราดในทุกเรื่องและซ้ำชั้น' แต่ฉันอยากเปลี่ยน มองฟ้าวันนี้เกินความเข้าใจที่ทั้งชีวิตไปเคยคิดว่าจะได้เข้าใจ ดังนั้นฉันจะไม่ยอมที่จะเป็นอย่างนั้นอีก

ไม่อีกต่อไป --- !!

"บางที่เราอาจให้โดยปราศจากความรักได้ แต่เราไม่สามารถรักโดยปราศจากการให้ได้" ฉันยิ้มพลางปิดหน้าต่าง

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

น้ำตาหน้าจอ // ดวงดาวหรือเม็ดทราย

------- (๑) -------

จะฟูมฟายเป็นวรรคเป็นเวรให้ได้อะไรขึ้นมา
จะเสียน้ำตาเพื่ออะไร 

จะแคร์อะไรกับผู้ชายควายๆ พรรณนั้น
คนที่แยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าอะไรถูกหรือผิด

------- (๒) -------

จะอย่างไรเขาคงไม่กลับมา ใช่สินะ ก็เรามาทีหลังหนิ
มันไม่ใช่การต่อสู้ มันคือความรัก ฉันบอกตัวเอง ...

ในขณะที่ฉันไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว รักมันคืออะไร
แบบไหนกันนะ ที่เรียกว่ารัก ในเมื่อผลของการเชื่อใจคือการถูกหักหลัง

------- (ราตรีนับหมื่นพัน // ฉันกับเธอ) -------

ท้องฟ้าคืนนี้สวยจัง ดวงดาวเหล่านั้นช่างแสนหวาน ในวันที่ฟ้าเปิดอย่างนี้ ฉันอดนึกไม่ได้ว่ากลุ่มดาวมากมายเหนือคณานับเหล่านั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ต่างอะไรไปจากเม็ดทรายผู้แสนอ่อนโยนที่ริมฝังทะเล 

มันก็เป็นแค่ก้อนดิน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สูงหรือต่ำ จะในน้ำหรือบนฟ้าก็คงไม่ต่างกัน ฉันคิดเสมอว่าเธอคงเป็นดินก้อนใหญ่ที่ลอยอยู่บนฟ้า ส่วนฉันก็เป็นดินก้อนเล็กที่อยู่ในน้ำบ้างบางครั้งตามจังหวะคลื่น

เราต่างกันเพราะฉันส่องแสงไม่ได้ ส่วนเธอทอประกายระยับทุกค่ำคืน ดังนั้นฉันจึงพยายามที่จะเร่งดวงตะวันเฒ่าให้เข้านอนเร็วๆ เพียงเพราะอยากให้ยามราตรีนั้นมาถึงไวๆ พยามยามเหลือเกินแม้จะรู้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้

บางทีนี่อาจจะเป็นระยะห่างที่ใกล้ที่สุดสำหรับเราแล้วก็ได้ อยากกอดเธอนะ แต่แขนของฉันคงไม่ยาวพอ

------- (รอยเท้าของเธอ // ใจของฉันที่แปรปรวน) -------

ที่นี่ร้านเช่าหนังสือ ฉันมองเธอจากตรงนี้ ทุกวันเธอจะเดินตรงมาจากฝั่งตรงข้ามของถนน เธอถามฉันถึงเรื่องเดิมๆ 'ไม่ทราบว่านิยายเรื่องเจอกันที่ดวงตะวันเล่มใหม่ออกรึยังครับ' 

ฉันก็ได้แต่ส่ายหน้า ถ้าอะไรที่ฉันทำไปแล้วคนเขียนจะออกนิยายเล่มใหม่มาให้เธอ ฉันสาบานว่าทำแน่ ! แต่มันก็คงทำไม่ได้อยู่ดี อันที่จริงฉันหมายถึง 'ฉันไม่อยากเห็นเธอเสียใจน่ะ' เราคุยกันด้วยประโยคสนทนาอันแสนจำเจ 


จนวันหนึ่ง ...

'นี่นิยายของเธอ ฉันเก็บเอาไว้ให้ เพิ่งออกสดๆ ร้อนๆ เลยนะ' เขาตื่นเต้นราวกับว่าฉันเพิ่งจะรับรักเขาแน่ะ (ความจริงฉันนี่เข้าข้างตัวเองเนอะ) หลังจากนั้นเราก็คุยกันทุกวัน โทรคุยกันตลอด เฟซบุ๊คหากัน ... ทานข้าวกัน และในที่สุดเธอก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นคนพิเศษด้วยการขอฉันเป็นแฟน วินาทีนั้นเองที่เม็ดทรายกับดวงดาวได้อยู่ด้วยกันเป็นครั้งแรกของจักรวาล ฉันกับเธอระยะห่างไม่สำคัญอีกต่อไป

ตอนนี้เธอนอนข้างๆ ฉัน บนหาดทราย ท้องฟ้าที่ถูกประดับไปด้วยแสงของดวงดาวโอบล้อมเราทั้งคู่เอาไว้ คล้ายช่วงเวลานี้โดนร่ายมนต์ มันสุดแสนจะตราตรึงเกินสรรหาถ้อยคำใดมาบรรยาย

"ฉันรักเธอนะ" ฉันพูดมันออกไปดั่งโดนสะกด เขาหันมามองหน้าฉันพลางส่งยิ้มน้อยๆ ไม่ทันใดก็รั้งฉันเอาไว้ด้วยอ้อมกอดของเขา น่าแปลก เขาแทบไม่ต้องออกแรงเลยด้วยซ้ำ ตรงนี้แม้แต่เสียงหัวใจเต้นก็ยังดังสนั่น
"ผมก็รักคุณ รักมาตั้งแต่คิดว่าจะพูดอะไรกับคุณดี อ๋อ ช่าย ผมไม่ได้อยากได้นิยายเล่มนั้นเลย" เขาพูดออกมาอย่างเขินๆ ฉันหน้าแดงไปหมดแล้ว 

- (สิ่งที่แยกเราออกจากกัน // หยดน้ำตาไม่อาจรั้งใครสักคนเอาไว้) -

เขาอยู่ตรงหน้าในจอสี่เหลี่ยม ขณะเราคุยกับผ่านวิดีโอคอลล์ ฉันเฝ้ารอคำตอบจากเขา จากคำถามง่ายๆ 'เธอหลอกฉันทำไม' เวลาผ่านไปยาวนานดุจเป็นปี 'ฉันผิดตรงไหน' เธอ ... คนที่ฉันรู้จักเขาเป็นใครกันแน่ น้ำตาของฉันไหลออกมา มันเหมือนกับกำลังจะฆ่าฉัน ทั้งทรมานเหน็บหนาว และอึดอัด 

ฉันจะทนมันได้อย่างไร ในเมื่อคนที่คิดว่าจะช่วยฉันแบกรับมันเอาไว้ กลับเป็นคนที่โยนมันลงบนบ่าของฉัน เมื่อคนที่คิดว่าเขาคือความหวัง ทำให้ฉันฉันรู้สึกว่า ฉันเป็นคนที่น่าสมเพชขนาดไหน 'เธอมีใครคนนั้นมานานแค่ไหนแล้ว' 

"คือ ฉันขอโทษ ฉันคิดว่าเรา เออ แค่คบๆ กัน" เธอตอบมันออกมาจนได้สินะ 

ฉันยิ้มทั้งน้ำตา น้ำตาสีแดงที่ไหลออกมาจากเบ้าตา ไม่รู้จะหัวเราะหรือจะร้องไห้ดี ฉันหยิบเข็มขัดที่เขาซื้อให้ฉันเป็นของขวัญวันเกิดขึ้นมา พลางส่งยิ้มให้กับเขาเป็นครั้งสุดท้าย ฉันคงเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการ 'ครั้งนี้ก็คงจะเล่นๆ อีกตามเคย' 

ฉันผูกเข็มขัดเข้ากับลูกบิดของบานประตู และนั่งลงในท่าคุกเข่า เขาร้องออกมาดังสุดเสียงวอลลุ่ม ลำโพงของฉันแทบจะแตก น้ำตาของเขาเริ่มไหลออกมาบ้าง แต่มันช้าไป ฉันปล่อยรอยยิ้มสุดท้ายสลายไปกับลมหายใจจางๆ 'ลาก่อนดวงดาว คงได้เวลาที่ฉันต้องกลับทะเลแล้วล่ะ ฉันเหนื่อยเหลือเกิน'

ฉันยังไม่ไปไหน ยืนดูร่างของตัวเองที่ค้างเต่ออยู่ที่บานประตู ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็พังประตูห้องของฉันเข้ามา 'ผมขอโทษ' เขาลากเสียงยาว รั้งร่างอุ่นของฉันเข้าในอ้อมกอดเหมือนอย่างเคย แต่ครั้งนี้มันต่างไปจากทุกทีตรงที่คั้งนี้ฉันคงไม่ได้ตื่นขึ้นมายิ้มให้เขาแล้ว ใช่ต่อแต่นี้เขาคงจะรู้ว่าเรื่องความซื่อสัตย์สำคัญสำหรับเรา 'ผู้หญิง' ขนาดไหน 

บทเรียนสำคัญที่แลกมาด้วยชีวิต ... 

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

สอง คือ หนึ่ง

มีคนสองคนในร่างๆ เดียว
คนหนึ่งรักคนที่ชอบ

อีกคนหนึ่งรักคนที่ใช่
ความรักมันมักเล่นตลก เพราะคนที่ชอบมักจะไม่ใช่คนที่ "ใช่"

คนหนึ่ง "เลิกเลยสิ" ทนทำไม
คนหนึ่งบอกว่าการทนคือความรัก

คนหนึ่งบอกปฏิเสธสิ
อีกคนบอกว่าต้องยอมรับความจริง

คนหนึ่งบอกให้วิ่งหนี
อีกคนบอกให้ลุกขึ้นสู้

คนหนึ่งเรียกให้ฟูมฟาย
อีกคนหนึ่งบอกให้ยิ้มให้กัยมัน

จะเลือกเป็นใคร จะเดินไปทางไหน เราเท่านั้นตอบ
เลือกข้างไหนก็เจ็บ ว่าม่ะ

ชีวิตคนเราไม่ง่ายเลย ... แต่จงเชื่อว่า
ยังมีสิ่งที่ดีรอเราอยู่ ไม่ว่าชีวิตบัดซบแค่ไหน จงเข้มแข็งและก่าวต่อไป ...

"มุนษย์" ธุลีในจักรวาล

แสงไฟและตัวโน๊ตล่องลอยออกมาจากใครบางคน มันลอยขึ้นและเผาไหม้ตัวเองตรงหน้าของผม 'น่าแปลกที่ผมไม่ยักกะรู้สึกร้อน' คนบางคนก็ร้องเพลงน่าประทับใจ บางคนให้กำลังใจคนอื่น บางคนก็บั่นทอนความรู้สึกดีๆ

ผมนั่งฟังเพลงของเขาสามเพลง ความสุขของผมน้อยลง มันเปลี่ยนเป็นเวลาแห่งการฟูมฟาย โทษตัวเอง และอดีต สำหรับผม มันไม่ใช่เพลง แต่มันคือ 'ขยะ' ขยะของความรู้สึก ที่เราทุกคนอยากจะทิ้ง อยากจะลืมแต่กลับจำได้ดี  กระนั้น เพลงบางเพลงก็เอาวันเวลาเหล่านั้นกลับมา เสมือนการบรรจงกรีดมีดลงไปบนแผลเก่าที่หายแล้ว อาจมองว่าเป็นศิลปะ 'แต่มันก็บเจ็บ' อยู่ในอีกมุมหนึ่ง

ผมคิดต่อไป ...

มันคงเป็นเพราะใครบางคนถูกทำร้าย ... หรืออาจเพราะใครบางคนถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลัง หรือเขาอาจหวังดี อยากสะท้อนสังคมในอีกมุมที่ไม่มีใครทำ ...

สุดท้าย ... ในที่สุด ... ผมก็ต้องปิดมันลง เพราะทนต่อไปไม่ไหว นี่คือบทสรุปของผม ตาผมสรุปแล้ว ...

ปัญหามันมีกันได้ ความรู้สึกแย่ๆ ก็มีกันได้ ฟูมฟายก็มีกันได้ แต่อย่างไรก็ตาม พระอาทิย์ก็ไม่เคยหยุดส่องแสง ท้องฟ้ายังคงเป็นสีฟ้า และน้ำทะเลยังคงเต็มในมหาสมุทร ความเศร้าทั้งหมดของเรารวมกันช่างเล็กน้อย ...

น้อยกว่าละอองทุกลี น้อยกว่า 'ขี้เล็บตีนของจักรวาล' แต่เราชอบทำราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนโลกนี้ ชอบคิดว่าเราสำคัญ ประเสริฐ ยิ่งใหญ่ เป็นเจ้าข้าวเจ้าของทุกสิ่ง ทั้งๆ ที่ทำได้แค่เฉียดสิ่งเหล่านี้ไปมา ความจริง ความรักและโลกใบนี้ต่างหากที่สอนเรา ให้รู้และเข้าใจ

บางทีเราต้องสงวนคำอธิบายที่เรามี เพื่อรับฟังบ้าง ฟังสิ่งที่โลกนี้และความรักกำลังจะบอกเรา การบ่นต่อว่า การฟูมฟายเป็นกระบวนการเพื่อการหาสิ่งที่ดีกว่า มันไม่ใช่คำตอบ 'แต่เป็นคำพยากรณ์ถึงคำตอบที่กำลังจะมาถึง'

ดังนั้นจะเป็นจะตายอย่างไร ก็จงก้าวต่อไป ก้าวต่อไปให้ทันแสงของดวงตะวัน

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

คุณค่าของอ้อมกอด

'เพราะการไม่มีบางสิ่ง ทำให้มีบางสิ่ง ขาดอาจจะเพื่อต่อเติม ล้มก็อาจจะเพื่อลุกขึ้นยืนใหม่ ถึงทางข้างหน้าอาจแสนไกล แต่เราคงได้พบกัน'

๑๘ กันยายน วันนี้ที่กำลังจะกลายเป็นเมื่อวาน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่มีบางสิ่งชะลอเวลาของฉันเอาไว้ชั่วขณะ ทำให้ลมหายใจเข้าและออกของฉันช้าลง

รวมทั้งหัวใจของฉัน มันก็เต้นช้าลง

เพลงทะเลสีดำในความหมายใหม่ที่ต่างออกไปทำให้แผ่นหลังของฉันแนบสนิทชิดเก้าอี้ อีกครั้งกับพี่ลุลาที่คอนเสริ์ต พวกเราทีเคแบนด์ หลังจากจบการแสดงก็มานั่ง มาหาแรงบันดาลใจ และก็ได้รับไปอย่างเต็มๆ

ฉันล่องลอยไปกับแสงไฟและเสียงเพลงดุจต้องมนต์ เพราะมีเด็กหูหนวกขึ้นมาร้องเพลง ??

พวกเธอทั้งหมดร้องเพลงด้วยภาษากาย ท่อนหนึ่งของเพลงที่บอกว่า 'กอดฉันไว้เถอะ' เราจึงได้เห็นอ้อมกอดห้าอ้อมบนเวที

ถ้า ...

ถ้าเค้าได้ยินก็คงไม่ต้องกอดกันก็ได้ ไม่ต้องเอากายมาใกล้กันก็ได้เพื่อแสดงความรู้สึกก็ได้ ไม่ต้องเอาใจมาแนบกันก็ได้ อยู่อย่างตัวใครตัวมันอย่างที่เราเป็นก็ได้

สำหรับเค้าทุกเสียงอาจจะเงียบ แต่จังหวะเต้นของหัวใจยังคงสั่นสะเทือนอยู่ด้านในของทรวงอก 'อย่างชัดเจน' และมันดังระรัวออกมาจะถึงผม และมันก็ดังไปถึงคุณหรือใครก็ตามที่กำลังอ่านข้อความนี้อยู่ ...

อ้อมกอดจึงมีคุณค่า ไม่เพราะเรามีพร้อม แต่เพราะเราบกพร่อง เพราะเรารู้ว่าคนอย่างเราไม่ได้ดีพร้อมไปซะทุกเรื่อง

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

วันที่คิดงานไม่ออก

ผมคิดงานไม่ออก ไร้เหลี่ยม ไร้มุมเขียน สิ้นเนื้อประดาตัวทางความคิด เค้าให้ผมเขียนเรื่องที่ยาวเพียงสองหน้ากระดาษ ทว่า คิดมุมไหนก็ไม่มีอะไรบรรเจิดเลย

หัวข้ออะไรนะ ... คลิ๊ก ... ท้า ... กล้าฝัน ... บนโลกออนไลน์

ผมกล้าฝัน กล้าท้าทายกำลังของตัวเอง แต่ไม่ค่อยคลิ๊กเท่าไหร่ หมายถึงไม่ค่อยคลิ๊กแล้วเปลี่ยนชีวิตของตัวเอง ความฝันของผมมันกลับเดินเข้าหาธรรมชาติ วันๆ จะมองหาแต่สีเขียว หาต้นไม้ ใบหญ้าไปเรื่อย

บางคนหน้าจอคอมพิวเตอร์สำหรับผมคงจะมีเอาไว้แค่ทำงาน และติดต่อสื่อสาร พูดคุยธุระตามอัตภาพ แต่ไอ้การสัมพันธ์ลึกซึ้งถึงขนาดเปลี่ยนชีวิต สำหรับผมมันต้องอาศัย 'คนข้างๆ'

อาศัยคนที่ยืนอยู่ด้วยในยามยากลำบาก คนที่ไม่ทิ้งกัน คนที่รับมือความไร้เดียงสาของผมได้ คนที่เจ็บได้เพื่อผม และแน่นอนที่ผมก็จะทำให้เขาในสิ่งเดียวกัน ผมมีแค่พ่อในความทรงจำที่เป็นเช่นนั้น คนที่ร้องไห้เพื่อผม และรอผมกลับมากินข้าวทุกวันทั้งๆ ที่รู้ว่าผมจะไปกินข้าวกับเพื่อน คนๆ นั้นแหละที่เปลี่ยนผมได้

facebook เปลี่ยนผมไม่ได้ เพราะผมไม่ต้องการให้มันเปลี่ยน ...

ผมกลับซาบซึ้งกับการให้ที่ยิ่งใหญ่ของต้นไม้มากกว่า ซึ้งที่ไม่ว่าเราจะทิ้งเมล็ดของมันตรงไหน มันก็จะงอกกลับขึ้นมาให้เรากินอีกครั้ง ซึ่งกับท้องฟ้าที่สว่างให้คนรวยและคนจนเท่าเทียมกัน ซึ่งที่โลกนี้ให้อากาศเราหายใจฟรีๆ ให้น้ำแร่เราดื่มอย่างไม่คิดมูลค่า

เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนผม แต่คนที่ใช้เทคโนโลยีต่างหาก คนดีๆ ที่อยู่เบื้องหลัง ความตั้งใจดีๆ ที่ส่งผ่านเทคโนโลยีต่างหาก ในมุมนึงเราก็สะดวกมากขึ้นที่จะสื่อสาร แต่ก็น่าแปลกที่บางครั้งเรากลับรักกันน้อยลง เรามีพื้นที่ให้ความเชื่อใจน้อยลงเพราะเอามีจีพีเอส ...

มันรวมถึงความเป็นส่วนตัวของเราด้วย

ผมต้องการเพียงสิ่งที่โลกนี้ให้มาซึ่งฟรีและสวยงามอยู่แล้ว ดินที่ไม่ต้องใส่รองเท้าเดิน ผลไม้ตามฤดูกาล น้ำให้ลำธาร สีรุ้งบนฟ้า และเวลาสำหรับชีวิต

ดังนั้นผมจึงเขียนไปออก เขียนไม่ได้ว่าผมฝันอะไรบนโลกออนไลน์ ...

มิตรภาพ ... เจ็บ แต่คุ้ม

------- (หน้าคอม // นอนดึก) -------

"นายไม่ได้อยู่คนเดียว" คำพูดประโยคหนึ่งของหนังเรื่อง X-Men Frist Class เป็นคำพูดของพระเอกที่พูดกับคนๆ หนึ่งซึ่งตอนหลังเราเรียกเขาว่าตัวร้าย คนคนนี้คิดต่างไปจากพระเอก มันเป็นเรื่องของคนที่คิดในเรื่องเดียวกันแค่คนละมุม

ความประทับใจในการร่วมทุกข์ร่วมสุขอาจจะสร้างมิตรภาพได้ แต่มันไม่ได้หมายความว่ามันจะรักษามิตรภาพให้คงอยู่ถาวร สุดท้ายคนที่เรารักอาจจะมีวิถีทางของเขาเองสักวัน 'มันไม่มีอะไรแน่นอน' บางที่เราคิดว่าเราสามารถเปลี่ยนเค้าได้ แต่เปล่า ... เราทำได้เพียงรอเวลา ทำได้แค่ยื้อ ให้บทสรุปมันยืดเยื้อออกไปเท่านั้น

สุดท้ายเค้าก็คือเค้า ...

หากเราคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเป็นว่ามันไม่ถูก ไม่ว่าจะด้วยประสบการณ์หรือหลักการอะไรก็ตาม มันก็จะทำให้เราเกลียดเค้า 'จงเปิดใจเรียนรู้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น' เพราะอย่างน้อยเค้าก็มีสิทธิ์เลือก เหมือนอย่างที่เราเองก็มีสิทธิ์เลือกวิถีทางของเราเช่นกัน

แต่หากวันหนึ่งเค้ารู้ว่าสิ่งที่เขาเลือกมันไม่ใช่ ตกลงว่า ... มันดึงให้เค้าตกต่ำลง เราก็พร้อมไปอยู่จุดๆ นั้นเพื่อพยุงเค้าขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งนี้ยิ่งใหญ่กว่ามิตรภาพเพียงชั่วคราว

'มิตรภาพ' ยิ่งใหญ่กว่าการพยายามทำความเข้าใจเขา หรือการตีหน้าบอกว่าเราเข้าใจทั้งๆ ที่ไม่ มันเป็นสภาวะที่เราต้องเป็นผู้เรียนรู้ เป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม เป็นสิ่งที่เราจะต้องถ่อมใจก่อน 'ถึงจะเข้าใจอย่างถ่องแท้' เพราะไม่มีอาจารย์คนไหนสอนได้ หากผู้เรียนไม่อยากเรียน ...

คนที่เรารักเค้าไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับเราเสมอไป ไม่ต้องเข้าใจเราเสมอไป เพราะเค้าแตกต่างไปจากเรา เค้าอาจถูกในมุมมองของเค้า ซึ่งแน่นอนมันย่อมต่างจากมุมมองของเรา

การเตรียมใจแบบนี้ทำให้เราพร้อม พร้อมที่จะเข้าใจบทเรียนครั้งสำคัญจากความรัก ซึ่งมันเจ็บ แต่คุ้มค่าที่จะเรียน คุ้มค่ากับหยดน้ำตาทุกหยดของเรา เรารู้ว่าเมื่อเราผ่านไปได้ เราก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ที่ต่างออกไปจากเด็ก ผู้ใหญ่ที่พร้อมจะนำคนอื่น เลี้ยงดูและสั่งสอนคนอื่น

'ผู้ใหญ่ไม่ใช่คนหน้าแก่ที่วางตัวเหนือกว่าคนอื่น' หรือทำตัวเหมือนผู้ทรงภูมิ ผู้ใหญ่ไม่ใช่เพียงคนฉลาดเพียงอย่างเดียว

เด็กก็เป็นผู้ใหญ่ได้น่ะสิ ...

ใช่ ... ถ้าเด็กคนนั้นสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดได้มากพอโดยไม่ท้อใจซะก่อน เพราะผมเจอความโดดเดี่ยว เพราะผมเจอพิษภัยจากความโกรธเกลี้ยวตั้งแต่เด็ก จึงรู้และเข้าใจว่ามันเจ็บแค่ไหน โตมาจึงไม่อยากทำให้ใครรู้สึกอย่างนั้น

ความรัก มิตรภาพ มันไม่มีรูปแบบตายตัว บางทีมันอาจมีนิยามที่ต่างออกไป ขึ้นอยู่กับว่าเราเปิดใจได้มากแค่ไหน แน่นอนมันสวยงาม และซาบซึ้งหากเราถึงจุดๆ นั้น ที่เราเข้าใจ และรับรู้ได้

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

ตุลาฯ ที่แล้ว

------- (หน้าหนาวของฉัน // โธ่ เอ๊ย !!) -------

โลกนี้เต็มไปด้วยของสี่เหลี่ยม ทั้งโต๊ะ หน้าจอคอมพิวเตอร์ หนังสือ โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ ฯลฯ เราอยู่ในโลกกลมๆ และใช้เครื่องมือเหลี่ยมๆ เหล่านี้ดำเนินชีวิต มันจะทำให้ความคิดของเราอยู่ในกรอบมั้ยน้า ...

คนเราพยายามเหลือเกินที่จะคิดนอกกรอบ แต่พยายามอย่างไรเราก็แค่เปลี่ยนกรอบ ผมนั่งถามตัวเองว่ามีอะไรบ้างที่ไร้กรอบ ไร้กฎ ไร้เงื่อนไข เท่าที่นึกๆ ดู มันก็มีกรอบมีกฏเกฑ์ และมีเงื่อนไขกันหมดนะ 'เราอาจจะหนีจากกรอบหนึ่งได้ แต่ก็ไม่วายตกอยู่ในพันธนาการของอีกกรอบหนึ่ง' โอ๊ยปวกหัวแล้ว

ทำไมวันว่างทั้งทีต้องมานึกอะไรเครียดๆ ด้วย ... มันคงเป็นเพราะผมนั่งมองหน้าจอสี่เหลี่ยมนี้นานไปแน่เลย ผมสรุปอย่างไม่มีปี่ขลุ่ย

ตอนนี้เป็นตอนกลางคืนแล้ว พระจันทร์ตั้งอยู่กลางฟ้ามืดดำเป็นหลักฐาน นกฮูกเป็นพยาน (มันต้องการความมันใจอะไรขนาดนั้น) ผมนึกย้อนศรความคิดตัวเอง นึกย้อนอดีตไป ไม่ไกลเท่าไหร่

ปีที่แล้วเดือนตุลาคม ... มีอะไรน่าสนใจนะ

'นึกไม่ออก' แป่ววว !!

ผมจำไม่ได้รู้อย่างเดียวว่ามันเป็นฤดูหนาว 'ฤดูหนาวเหรอ' ผมฉุกใจคิดต่อ กลิ่นอายความรู้สึกบางสิ่งรั้งผมให้ก้าวเข้าไปในความทรงจำอันแสนเลือนลางนั้น มันเป็นถนนกว้างๆ กลางราตรีในแบบนี้ แยกราชประสงค์ (เดี๋ยวนี้คำนี้มันมีความหมายลึกซึ้งกินใจมากขึ้น กระทบความรู้สึกทุกต่อมติ่งจริงๆ)

ผมนึกต่อไปถึงห้างเซ็นทรัลเวิลด์ที่เงียบเหงาลงไป เขาติดป้ายมั่นใจว่าคนไทยเกินล้านคิดถึงเขา ผมก็คงเป็นหนึ่งในนั้นรึเปล่า ... ไม่รู้ ... ไม่มีใครมาถามผมหนิ

ห้างนี้ทุกๆ ปี จะมีเทศกาลลานเบียร์ท้าลมหนาว ทำไม ?? เพราะทานเบียร์ไปแล้วบางคนจะลุกขึ้นมาถอดเสื้อ แล้วพูดว่า 'ป่อยยยยกู ! กูม่ายยย ได้ เมา' เดือดร้อนเพื่อนๆ ต้องพากลับบ้าน 'ใครเมาไม่รู้ แต่ไม่ใช่กูแน่ๆ'

งานลานเบียร์ในปีนี้ก็ซบเซาตามระเบียบ เพราะห้างดังเพิ่งจะเปิดหลังจากส่วนหนึ่งโดนเผาไป ร้านรวงอะไรก็เพิ่งจะ setup กัน ยังไม่ได้เปิดอย่างเต็มรูปแบบ 'สังเกตจากรอยยิ้มแหยๆ ของพนักงาน' ช่วงนั้นจำได้ดีว่าต้องมีการจัดรายการลดราคาสินค้าเพื่อดึงดูดลูกค้ากลับมา เพราะคาดว่าลูกค้าคงผวาไปตามข่าวสงครามกลางเมืองตามที่สื่อประโคมให้รับชมรับฟัง

ผมเลยอดไปเสพบรรยากาศสุดแสนโรแมนติคของถนนหนทางแถวนั้น อดไปเดินรับการมาเยือนของลมหนาว อดมองพระจันทร์และดวงดาวของหน้าหนาว เราคงเป็นดาวเคราะห์ที่วุ่นวายที่สุดในจักรวาล ผมคิด

ยังไงท้องฟ้าก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะปกครองด้วยระบอบไหน ความจริงคือเราต้องทานข้าว ต้องอยู่ต่อสู้ และมีชีวิตรอด

------- (สู้ต่อไปทาเคชิ !! // ชีวิตของเธอลิขิตเอง) -------

ความจริงคือชีวิตมันไม่ได้ง่ายเลยสำหรับใครบางคน เมื่อใครบางคนถือปืนมันก็อาจเป็นเวลาที่ใครบางคนอาจจะต้องจากโลกนี้ไปตลอดกาล เรามีมือเอาไว้ทำอะไรกันแน่ ... ผมตั้งคำถาม

รูปร่างของมันนิ้มๆ มีนิ้วห้านิว เล็บก็ไม่ได้หนา หรือเป็นชิ้นกระดูกขนาดใหญ่ ไม่ได้คมเหมือนแมว ผมยิ้ม 'เราคงมีไว้เพื่อกอดใครบางคนให้นานที่สุด เท่าที่เราจะทำได้' มีใครบางคนใช้มันหาเช้ากินค่ำ ได้เงินมาก็ไม่มาก แต่ก็ไม่เคยหยุด ใครบางคนท้อใจแต่ก็พยายามลุกขึ้นมายืน เพื่อให้คนข้างหลังยืนอยู่ได้

ในขณะที่ให้บสงคนเถียงกันเรื่องระบอบการปกครอง ต่างพยายามคิดถึงรูปแบบที่ดีที่สุด บางคนคิดว่าบางคนไม่ควรเป็นรัฐบาล ใครบางคนกำลังพยายามเอาตัวออกไปจากกรอบ แต่เขาก็ยังอยู่ในอีกกรอบ ไม่ว่าอย่างไร เรา มนุษย์ใต้ฟ้าก็ต้องการเพียงความรัก อาหารในมื้ออาหาร การอยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก อากาศดีๆ น้ำดื่ม และช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนตามอัตภาพ

จะว่าไปแล้วโลกนี้ก็มีให้เราครบ ไม่ต้องทำอะไรก็มี ไม่ต้องไปดิ้นรนก็มีพร้อม ...

ก่อนหน้าเดือนตุลาฯ ลึกลงในอดีตของผม ผมเคยนั่งมองต้นไม้ที่อำเถอเจ็ดเสมียร ขณะไปเข้าค่ายอบรมเกี่ยวกับการเขียนเพลง พิจารณาไปๆ มาๆ ก็เห็นว่ามันออกดอกออกผมให้เรากินใช้ พอเรากินเสร็จเราสามารถขว้างลงไปในดินตรงไหนก็ได้ มันก็จะขึ้นมาใหม่ให้เรากินได้อีก แถมฟอกอากาศให้เรา บางต้นมีกลิ่นหอมให้เราได้พักผ่อนแบบอโรมา

ได้แต่บอกตัวเองว่าคงมีสักวันที่เราจะไม่ได้พยายามเปลี่ยนประเทศนี้ แต่พยายามเปลี่ยนใจตัวเองก่อน คิดบนพื้นฐานแห่งการให้อภัย เป็นผู้ให้ก่อนที่จะรับ เป็นผู้ยิ้ม เป็นผู้กอด ผู้ปลอบใจ นั่นแหละประเทศถึงจะเปลี่ยน

ตุลาฯ จะมาแล้วนะ ผ่านไปอีกหนึ่งปี เราได้ทำอะไรที่อยากทำให้คนที่เรารักรึยัง ใครบางคนที่เราโกรธเขามาแสนนาน ตอนนี้อยากคุยแต่ไม่กล้า ได้ลองพยายามคุยรึยัง

สู้ๆ นะ ... ปีหน้าจะได้มีเพื่อนไปนั่งกินเบียร์ท้าลมหนาว ...

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

ยิ้มสดใส ใต้แสงตะวัน

สุนทรีย์ เริงร่า  ใต้ฟ้าสีเทาเกือบดำ
อากาศแสนหนักอึ้ง อื้ออึงด้วยเสียงฟ้า เสียงความรู้สึก

ฉันฮัมเพลง ...
ท้าทายความเจ็บปวด ท้าทายชะตา

เขาเคยบอกฉันว่า ชีวิตฉันมันถูกกำหนดเอาไว้แล้ว
ฉันไม่มีวันเชื่อ เรื่องพรรณนั้น

เพราะสักวันหนึ่งคำครหา จะเป็นเหมือนเม็ดฝน
ที่ตกลงมาแล้วแห้งไปในที่สุด จางหายเหมือนหยดน้ำตาที่ร่องแก้ม

อีกไม่นาน ... ฉันจะยิ้มใต้แสงตะวันอีกครั้ง
มันจะเป็นวันที่ฉันยืนหยัดด้วยขาของตัวเอง

ขาข้างที่ครั้งหนึ่งเคยเจ็บรวดร้าวในกระดูก
ขาข้างนั้นแหละ ฉันจะใช้มันยืนให้ดู

เพราะฉันจะไม่ยอมล้มลงไป  ด้วยตัวของฉันเอง ...

เหมือน ... จะต้อง

------- (งัวเงีย // เมาขี้ตา) -------

มีคนบอกฉันว่าชีวิตเหมือนการเดินทาง
เปรียบเปรยว่าเราต่างเดินไปบนทางที่ไม่รู้จัก

เป็นการเดินทางเที่ยวเดียว
เป็นการตีตั๋วครั้งเดียว

แต่บางคนมองต่าง ชีวิตเหมือนละคร
เหมือนการที่เราต้องสวมบทบาท

เล่น เต้น ร้อง ไม่ตามวิถีทาง
ในขณะที่ใครบางคนเป็นนางเอก

บ้างก็เป็นได้แค่ตัวประกอบ

สำหรับฉัน ชีวิตมันเหมือนจะไม่มีคำนิยาม
มันสว่างไสว บางครั้งมันก็มืดมน

มันมีเสียงเพลง แต่บางครั้งฉันก็ได้ยินเสียงสะอื้นของน้ำตา
เรื่องต่างๆ ที่เข้ามาบางครั้งอาจเก็บเอาไว้นานๆ

แต่บางครั้งก็อยากจะลืม ลืมมันตลอดไป
หวานบ้าง ทุกข์บ้าง เศร้าบ้าง

บางครั้งทำเต็มที่แต่ก็ต้องปลอบใจตัวเองด้วยคำว่า
“อย่างน้อย เราก็ ...”

บางครั้งไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องลงทุนลงแรงก็ได้มาอย่าง
“ง่ายๆ”

‘ชีวิต’ ที่ไม่มีอะไรแน่นอก ชีวิตที่เปลี่ยนสีได้
ชีวิตที่มีคุณค่าอย่างที่คนไม่มีชีวิตไม่อาจรู้สึก

อย่างที่คนไม่สังเกต ไม่อาจเข้าใจ
อย่างที่คนไม่ฟัง ไม่อาจได้ยิน
อย่างที่คนที่ไม่เปิดใจไม่อาจรับรู้

ถึงต่างออกไป มันก็คือ ‘ชีวิต’
ชีวิตที่มีวันจบ มีวันพัก มีวันหยุด

ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ ไม่ว่าเราอยากรับไว้หรือไม่
ไม่ว่าเราจะอยู่ใต้เงื่อนไขอะไรก็ตาม

สักวันหนึ่งเราก็ต้องจากโลกนี้ไปทุกคน
จงทำทุกวันให้เหมือน วันนี้เป็นวันสุดท้าย

รู้หรือ ว่าจะ "ต้อง" จากไปวันไหน ...

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

เมื่อฉันโตขึ้น

------- (เด็กชายวัยหกขวบ // ๕๗๔ ถนนเพลินจิต) -------

เค้าถามฉันว่า ... ‘โตขึ้นลูกอยากเป็นอะไร’ ในตอนนั้นฉันทำได้เพียงแค่ดูดนิ้วหัวแม่มือตัวเองตามความเคยชิน อย่างฉันคงเป็นได้แค่เด็กอมมือวันยังค่ำ เรื่องแบบนั้นฉันยังไม่แก่พอที่จะคิดมันหรอกแล้ววันๆ

ฉันคิดอะไร ...

ฉันวางมือลงบนกระดาษพลิกไปพลิกมาเพื่อหาด้านที่เรียบที่สุด สะอาดที่สุดเพราะมันเป็นกระดาษช้ำๆ ที่ผ่านการวาดมาหลายครั้งแล้ว แล้วฉันก็ได้พื้นที่มาประมาณฝ่า ฝ่ามือของฉันนะ ไม่ใช่คนเธอ ... โถ่เอ๊ยก็ฉันเป็นเด็กนี่นา

ดินสอทู่ๆ ถูกกดลงกับประดาษเบาๆ (หลังจากที่ลองมาหลายครั้งแล้วฉันพบว่าการกดเบาๆ ทำให้ลบง่ายและงานน่าจะออกมาสะอาดที่สุด) จินตนาการถึงฮีโร่ผู้กระทำความดี เสียสละชีวิตจนเองสู้กับสัตว์ประหลาด (ซึ่งตอนนั้นฉันออกเสียงว่า ‘สัปปะหลาด’)

ฉันวาดด้วยความรักและความเพียรพยายามไปเรื่อยๆ แม้ผิดบ้าง ต้องลบบ้าง ต้องแก้บ้าง แต่ก็ยังวาดต่อได้เรื่อยๆ ฉันไม่เคยคิดไกลเกินกว่าหน้ากระดาษของฉันเลย อันที่จริงมันเพียงพอสำหรับฉันแล้ว เพราะทุกครั้งที่นั่งตรงนี้ มันได้พาฉันไปไหนต่อไหนมากมาย พวกฮีโร่สอนฉันว่าเกิดเป็นผู้ชายมันต้องปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า

แล้วพ่อแม่ไปไหน ...

ชายคนนั้นทำงานชั้นบนจนค่ำทุกวัน เค้าคือคนเดียวกันกับที่บอกฉันว่า ‘พ่อจะเป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูกเอง’ มันอธิบายความได้อีกว่า แม่ของฉันท่านไม่ได้อยู่กับฉัน ท่านอยู่ที่หนึ่งไกลแสนไกลจากตรงนี้ ท่านตัดสินใจไม่อยู่กับพวกเราแล้ว

ฉันคิดตั้งแต่เด็กว่าเกิดมาอยากเจอท่านให้ได้สักวัน ท่านคงยอดเยี่ยมกว่าชายผู้นี้แน่ๆ คาดหวังกับท่านเหมือนคนคาดหวังกับนางฟ้า

โตขึ้นอยากเป็นอะไร ...

------- (๓/๔๒ โชคชัย ๔ พาวิลเลียน // ห้องสี่เหลี่ยมสลัวๆ) -------

ผมอายุยี่สิบเจ็ดปี ไม่รู้โตรึยัง ตอนนี้ผมกำลังนั่งอยู่ที่บ้าน บ้านหลังใหม่ เราย้ายมาหลายครั้ง ชายคนนั้นจากไปแล้ว เค้าจากไปไกลแสนไกล และจะไม่มีวันกลับมาอีก แต่ผมก็ยังคงจำเค้าได้อย่างแม่นยำ

ตรงหน้าของผมคือกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่พอควร ผมกำลังจินตนาการถึงฮีโร่ และวาดพวกเค้าลงไป ร่างสีดำสลับแดง ตากลมๆ ของคาเมนไรเดอร์โอ๊ส ถูกวางลงไปตรงกลางของกระดาษ เว้นที่ริมๆ เอาไว้วาดตัวประกอบ

ผมยังคงคิดอยู่เสมอว่าถ้าผมอยากจะช่วยคนที่เดือดร้อนต้องทำยังไง ต้องประกอบอาชีพอะไร หรือต้องเรียนสาขาไหน เพราะจริงๆ ผมก็ชอบหลายๆด้าน ทั้งกีฬา วิชาการ ศิลปะ ดนตรี และอื่นๆ ทำไมเกิดมาเป็นคนต้องเลือกสิ่งที่ชอบมากที่สุด ทำไมต้องมีบรรยากาศแห่งการรักพี่เสียดายน้อง ทำไมเราต้องเลือกบางอย่างและตัดสินใจทิ้งบางอย่าง ทั้งๆ ที่มันเป็นของเราทั้งหมดอยู่แล้ว

นั่นสิ ทำไมกันน้า ...

ผมเพ้อคนเดียวว่าอยากทำอะไรดีๆ ให้คนอื่นเค้าได้ประโยชน์ ผมเพ้อว่าตัวเองเป็นฮีโร่ที่กำลังช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า เพ้อจากหน้ากระดาษเป็นชีวิต จากฮีโร่ในจินตนาการกลายเป็นตัวผม

หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มลงมือเขียนโปรเจคของผมเองและเดินหน้าทำแบบเล็กๆ หลังจากนั้นอีกสามเดือนรัฐบาลก็ให้งบดำเนินงาน ทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมามาก มันเป็นโปรเจ็คพิทักษ์โลกในแบบของผม (วอยซ์ มี พรีส ไงล่ะ)

“โตขึ้นผมอยากเป็นฮีโร่ครับพ่อ” ในที่สุดผมก็ตอบ

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

สิบแปดสิงหา

แสงอ่อนๆ ลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาเป็รแนวยาว กระนั้นด้วยม่านสีทึบ ห้องนี้ก็ยังตกอยู่ในอ้อมกอดของความมืดเสียเจ็ดในสิบส่วน ผมบีบตัวไปมาบนที่นอนของโรงแรม แอร์ที่เปิดทั้งคืนทำให้บรรยากาศนอกผ้าผมหนาวเหน็บไปหมด

ใต้ผ้าห่มผมคิด คนเราสวมเสื้อผ้าเพื่ออะไร บางคนสวมเพื่อป้องกันความหนาว บางคนสวมเป็นงานศิลปะ บางคนสวมเพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับ มีบางคนเอาเสื้อผ้าเป็นเส้นตายในการกำหนดระดับความสัมพันธ์กับคนอื่น และบางคนก็ล้มตายในความสัมพันธ์กับบางคนเนื่องจากเสื้อผ้า

แต่ไม่ว่าอย่างไร โลกนี้ก็มีอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญที่เราทุกคนต้องเผชิญ นั่นคือ กลายร่างเป็นขี้เถ้า กลายเป็นดิน กลับสู่ดิน ทรายกลบหน้า นอนใต้ผืนหญ้า หรือว่าอะไรก็ตาม สักวันมันคงต้องเป็นเรา เสื้อผ้าที่ใส่ สุดท้ายก็ต้องถอดอยู่ดี เราไม่อาขัดขืนกาลเวลาได้เลย

พูดมาทั้งหมดอาจถามได้ว่า ผมไม่ชอบเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรือเปล่า หรือผมไม่มีตังค์ซื้อ หรือเป็นพวกธรรมะ หรือเป็นคนบ้า อะไรก็ช่าง ผมแค่อยากบอกว่าชีวิตเราทุกวันนี้มันแสนสั้น หัวเราะ ร่าเริง สบายใจได้ไม่มีใครว่า แต่ก็รู้ชะตาเอาไว้บ้าง จะดีแค่ไหนถ้าใส่เสื้อผ้าสวยๆ แล้วก็มีรอยยิ้มจากใจให้ผู้อื่น จะดีแค่ไหนถ้ามีเวลาสำหรับช่วยเหลือเพื่อน หรือคนรู้จัก

ผมถามตัวเองแบบนี้เพื่อควบคุมตัวเอง พยายามใช้ชีวิตเพื่อเป็นผู้ให้ เพราะผมรู้ว่าตัวเองไม่ค่อยมีน้ำใจ เป็นคนบาป แย่ และขี้เกียจ รู้ตัวว่าเอาอ่อนแอเรื่องอะไร จึงพยายาม พยายามให้หนักเพื่อจะเป็นคนดีโดยไม่เปลี่ยบเทียบ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ทำมันดีหรือยัง แต่ก็ขวนขวาย หวังเพียงประการหนึ่งคือ ความงามที่ไม่ได้มาจากเสื้อผ้า แต่เป็นความงามของชีวิต

โลกนี้แก่งแย่งเพราะสิ่งดีที่มีอยู่มันน้อย แต่ถ้าหากเราทุกคนพยายามทำสิ่งดีให้เกิด เราก็ไม่ต้องแย่ง ไม่รู้อะไรสาปเราไว้ไม่ให้เราทำ สาปไว้ให้ทุกครั้งที่พยายามมันมันจะล้มเหลว แต่ถึงอย่างนั้นผมเชื่อว่าความดีงดงามเสมอ ผลยังไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ใครประนามหยามหมิ่นก็ไม่เป็นไร ความดียังคงสวยงามและทรงคุณค่าเหนือสิ่งใดๆ เสมอ

วันนี้เรามาทำดีเพื่อคนอื่นกัน ประกาศให้โลกเบี้ยวนี้รู้ว่า ชีวิตที่ทำดีมันน่าซาบซึ้งแค่ไหน ผลจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ ...

ให้น้องก่อน

------- (โต๊ะญี่ปุ่น // บ้าน  // ครอบครัว) ------

เด็กหญิงวัยสิบขวบนั่งอยู่ตรงหน้าผม เธอสวมชุดกระโปรงสีชมพูสดใส ถัดมาจากเธอคือแม่กับน้องชายของเธอตามลำดับ (ผมจำไม่ได้ว่าทั้งคู่ใส่เสื่อผ้าแบบไหน) น้องของเธอเป็นเด็กชายวัยกำลังซน เขากำลังเดินไปหาพี่สาวด้วยสีหน้าโกรธเคือง ทันใดนั้น เขาก็หยิกแขนของพี่สาวอย่างสุดแรงงง ...

"โอ๊ย" เธอร้องระบายทั้งความเจ็บปวดและความโกรธออกมาพร้อมๆ กัน

ป้าป ------ !! เด็กหญิงฟาดมือใส่น้องชายหลายฝ่ามือ น้ำตาของทั้งคู่ไหลออกมาด้วยความเจ็บแค้นที่พุ่งพร่าน

น้องชายผู้น้องยังคงมุ่งมั่น หยิกพี่สาวต่อไปโดยไม่สนใจคนรอบข้าง แม่ที่นั่งอยู่ข้างๆ พยายามดึงน้องออกมา เด็กชายไม่ยอมง่ายๆ เขากัดฟันแน่น ถลึงตามองด้วยความแค้นเคืองประหนึ่งต้องการประกาศสงครามระหว่างครอบครัว แต่ในที่สุด หญิงคนนั้นก็สามารถแยกลูกเขาออกจากกันได้สำเร็จ 'ไม่มีคำอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น'

ผมซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประจำฐานกิจกรรม อดเป็นห่วงพวกเขาไม่ได้ จะทำอย่างไรดีนะ ...  เพราะด้วยหน้าที่การงานแล้ว ผมต้องพาพวกเขาเข้าสู่โลกแห่งการทดลองวิทยาศาสตร์ตรงหน้า

"มา เรามาต่อภาพจากรูปเรขาคณิตกัน" ผมพูดออกไปห้วนๆ 

ทั้งสามให้ความสนใจมาที่ผม ผมรู้ในทันทีว่าพวกเขาทั้งสาม คงจะเพ่งความสนใจมาทางนี้ต่อไปได้อีกไม่นาน ผมจึงหยิบกระดาษที่มีโครงร่างปริศนาออกมาสองแผ่น ทั้งสองแผ่นไม่เหมือนกัน เด็กหกขวบคนไหนก็ดูออกว่ามันเป็นแมวตัวหนึ่ง กับกระต่ายอีกตัวหนึ่ง ผมวางมันลงตรงหน้าของพวกเขา 'กระต่ายน้อยทอบตัวเองลงบนโต๊ะญี่ปุ่นสีขาว เบื้องหน้าเด็กสาวผู้พี่'

------- (แย่ง) -------

"ผมจะเอากระต่าย" เด็กชายพูดพรางหยิบกระดาษรูปกระต่ายจากพี่สาวมาเป็นของตัวเอง 

สีหน้าของผู้เป็นแม่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง บาดแผลจากความเศร้าหมองที่ผ่านมายังไม่ทันจะหายดี แผลใหม่ก็กระหนำ่กรีดซ้ำลงมาอีก เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพูดกับลูกสาวด้วยสีหน้าที่แสนเหนื่อยล้าว่า

"ให้น้องไปลูก เป็นพี่ต้องเสียสละ" 

เด็กหญิงอ้าปากค้างด้วยความไม่เข้าใจ กระนั้นหนูน้อยก็ไม่กล้าแม้แต่จะขัดขืน ต้องยินยอมมอบให้โดยดุษฎี

------- (เปลี่ยน) -------

ผมเห็นภาพตรงหน้าแล้วอดเสียใจลึกๆ ไม่ได้ สงสารเด็กหญิงผู้พี่ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของความเสียสละ สงสารที่น้องหนูต้องเล่นบทพี่สาวที่แสนดีอยู่ตลอดเวลา สงสารที่เธอบังเอิญเกิดก่อนเด็กชาย

"เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ" ผมพูดขึ้นชัดๆ เพื่อดึงความสนใจจากพวกเขาอีกครั้ง ขณะเดียวกันกับที่ผมเอื้อมมือไปหยิบกระดาษรูปแมวมาเก็บ 

"ตอนนี้เรามีกระดาษรูปกระต่ายอยู่หนึ่งแผ่น มีคนสามคน เราจะเล่นเกมนี้ไปด้วยกันโดยผลัดกันคนละตานะครับ" พอผมพูดจบทั้งสามก็รับทราบแต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมผมถึงเก็บกระดาษรูปแมวลงไปใต้โต๊ะ

"เริ่มจากการตัดกระดาษสีแผ่นเล็กตามรอยขีดสีดำนะครับ เราจะได้รูปเรขาคณิตจำนวนเจ็ดรูปด้วยกันครับ"

เด็กชายชะโงกหน้ามามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมเห็นเค้าทำดังนั้นจึง ...

"ให้น้องผู้หญิงเป็นคนเริ่มก่อนครับ" ผมพูด

"ไม่เอาผมจะทำก่อน" เด็กชายตะโกนออกมาด้วยความโกรธเกลี้ยว เขาเริ่มต้นเดินไปเพื่อทำร้ายพี่สาวอีกครั้ง ผมดึงเขากลับมานั่งที่โต๊ะ เด็กชายทรุดลงกับพื้นเบาๆ ผู้เป็นแม่มองผมด้วยสายแต่สงสัย

"ตอบพี่มาก่อนว่าทำไมเราต้องทำเป็นคนแรก" ผมถามเด็กชาย ใบหน้าเราทั้งสองแทบจะชนกัน

เด็กชายทำหน้าไม่ถูก เขาคงไม่เคยถูกถามแบบนี้แน่ๆ ผมเงียบ ทุกอย่างหยัดนิ่ง ทุกวินาทีบนเรือนนาฬิกาของผมสั่นไหว แต่มันไม่เดินไปไหน

เด็กชายใคร่ครวญอยู่พักหนึ่ง 

"ถ้าตอบไม่ได้พี่จะให้พี่สาวเราเล่นก่อน ว่าไง ทำไมเราต้องเล่นคนแรก"

"ก็ผมอยากเล่นคนแรกหนิ" เด็กชายตอบ

"แล้วเหตุผลล่ะ" ผมถามย้ำ

เขาส่ายหน้าไหวๆ พลางยื่นกรรไกรให้พี่สาว ใบหน้าของหญิงผู้เป็นแม่เปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนนร้เธอสงสัยว่าเหตุใดลูกของตนจึงยอมยื่นกรรไกรให้พี่สาว ...

"ดีมาก เป็นลูกผู้ชายต้องหัดใจกว้าง เราทำสิ่งที่ถูกแล้ว" ผมชมเด็กชายพลางเอามือลูบหัวเขาสองครั้ง 

เด็กหญิงตัดรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ ออกมาจากกระดาษสีสี่เหลี่ยมแผ่นนั้นหนึ่งรูป พลางส่งกรรไกรให้น้อย
เด็กชายยื่นมือไปรับ ผมเอากรรไกรกลับมา ... ถือเอาไว้ในมือขวา

"ต่อไปถึงตาคุณแม่ เกมนี้คุณแม่ต้องเล่นด้วยครับ" ผมยื่นกรรไกรให้คุณแม่ เด็กชายเกลี้ยวกลาดขึ้นมา เพราะอดทนรอคอยต่อไปไม่ไหว 

แม่ส่งกรรไกรให้ลูกชาย ผมเอามันกลับมาอีกครั้ง ... 

"ยังไม่ถึงตาหนูตัด เป็นผู้ชายต้องมีวินัย ต้องเล่นตามคิว ไม่งั้นก็ไม่ต้องเล่น" 

ผมสอนเด็กชายแบบลูกผู้ชายคุยกัน เด็กชายเงียบใคร่ครวญอยู่สักพัก เขานั่งลง ผมส่งกรรไกรให้ผู้หญิงคนนั้น 

"ดีมาก ดีแล้ว เราทำสิ่งที่ดี ผู้ชายมันต้องเป็นแบบนี้" เด็กน้อยยิ้ม

เขาทำหน้าภูมิใจในสิ่งที่เขาตัดสินใจลงไป ไม่นานนักก็ถึงตาที่เขาต้องตัดกระดาษ เขาพยายามตั้งใจสึดกำลังจิต ตัดสี่เหลี่ยมเล็กๆ ออกมาจากกระดาษสี่เหลี่ยมแผ่นใหญ่ เมื่อเสร็จแล้วก็ยื่นกรรไกรให้พี่สาว 

หญิงผู้เป็นแม่น้ำตาไหลพราก อุ้มลูกขึ้นมากอดรัดด้วยความรัก จากอ้อมแขนสู่อ้อมอก 

วันที่แสงส่องลงมาเป็นประกาย

------- (๓/๔๒ // โชคชัย ๔ พาวิลเลียน ) -------

มันเป็นเพียงห้องเล็กๆ ที่ประกอบด้วยเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น ที่นอนเป็นเพียงผ้าห้มหนาๆ ที่ปูเอาไว้กับพื้นเท่านั้น แสงของพระอาทิตย์นานๆ จะมาเยี่ยมห้องนี้สักครั้ง คงเป็นเพราะตึกสร้างใหม่รอบๆ

ฉันตื่นนอนตอนสาย แดดส่องสลัวทั่วบริเวณห้อง พื้นที่ปูด้วยหินสีออกดำๆ สะท้อนกับแสนนั้นอย่างรำไร มันไม่ได้ช่วยให้ห้องนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาแม้แต่น้อย ฉันแคะขี้ตา …

นานนับสัปดาห์ที่ขนของไม้กวาดไม่เคยได้ต้องผิวสัมผัสของพื้นหยาบๆ ฉันต้องออกจากบ้านทุกวัน ออกไปทำสิ่งที่ฉันเชื่อมั่น เชื่อว่าอะไร … เชื่อว่าต้องมีบางคนกำลังเหนื่อย และฉันก็อยากแบ่งเบาความเหนื่อยนั้นบ้าง เชื่อว่ารอยยิ้มยังมีอยู่ เชื่อว่าบางทีโลกอาจหมุนไปทิศทางตรงกับข้าม บางทีแสงสว่างอาจส่องลงมาให้ห้องของฉัน ส่องลงมาในใจ ชวนบางคนเต้นรำ ขยับแข้งขาไปตามจินตนาการ จนบางทีการทำงานกับความสุขมาบรรจบกัน และแน่นอนใครคนนั้นอาจรอฉันอยู่

------- (บานประตูที่ไม่เคยถูกเปิด) -------

ฉันยิ้ม “บ้าสิ้นดี หึหึ” พลางส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ดีนะ … ที่ไม่มีใครตรงนี้

ฉันทำสิ่งต่างๆ ด้วยใจรักเสมอ แม้ว่าบางครั้งอาจมีคนบางคนคิดกับสิ่งที่ฉันทำต่างออกไป เขาพูดคำบางคำที่ทำให้ใครอีกบางคนต้องเจ็บ บางทีโลกนี้อาจจะยังไม่ได้หมุนไปในทิศทางตรงกันข้าม

แต่ว่าไปแล้วความเจ็บปวดคือเพื่อนที่ดี เพราะในยามที่เราด้านชาต่อโลกใบนี้ ความเจ็บปวดได้ปลกเราให้ตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล เตือนเราให้รู้ว่าเรายังคงเป็นคน คนที่มีชีวิต มีลมหายใจ และเราก็ยังคงมีความหวังได้ เรายังคงริอาจมีความหวังได้

เราอาจจะลองดีเปิดประตูที่เรายังไม่เคยเปิด ก้าวออกไปในทิศทางที่เราไม่เคยก้าว มองบางสิ่งในโลกที่เราไม่เคยมอง รับรู้ความรู้สึกของคนบางคน ฟังมากกว่าที่จะพูด และรู้สึกกับมัน

โลกเริ่มจะหมุนกลับแล้ว แสงสว่างทอประกายสีทองแล้ว ฉันเห็นมันรำไร จากขอบฟ้าด้านหนึ่งจรดขอบฟ้าด้านหนึ่ง …

--- (โบยบิน // ท้องฟ้าสีคราม // สายลมปะทะใบหน้าตามจังหวะขยับปีก) ---

การให้คือการรับที่ยิ่งใหญ่ การให้สอนเราให้รู้ถึงความไว้วางใจ ถึงความเชื่อใจในกันและกัน สักวันโลกนี้จะเปลี่ยนไป แม้เราจะแตกต่างกัน ไม่เหมือนกันสักคน แต่สักวันโลกนี้จะสอนเราว่าแท้จริงเราสามารถไว้วางใจกันได้ เสมือนเรื่องของการขอบคุณเมื่อได้รับของจากผู้ใหญ่ มันเป็นเรื่องพื้นฐานของจิตใจ ทว่ากลับยิ่งใหญ่ท่วมท้น ถมทะเลให้เต็มได้ …

มันก็สามารถเติมพลังเราได้ เติมเราให้เต็มความเป็นคนได้ โลกจะหมุนกลับ เราจะเป็นหนึ่งเดียวกัน ลูกของเราจะเล่นกับลูกเพื่อนบ้าน เราจะร่วมร้องเพลงด้วยกันที่กลางเมือง น้ำใจจะไม่ถูกบดบังด้วยความเกรงใจ

สักวันโลกนี้จะหมุนกลับ แสงสว่างจะส่องลงมาเป็นประกาย ไม่ใช่แค่ในห้องของฉัน แต่ส่องลงมาในใจของคนทั้งเมืองนี้

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

ตรงนี้

------- (ห้องสี่เหลี่ยม // ที่ที่มีเสียงเพลง) -------

กำแพงด้านๆ ถูกฉาบเอาไว้ด้วยความสุนทรีย์ของเสียงเพลง อ้อร้องเพลงนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ... คุณเธอพยายามเหลือเกินที่จะแกะเพลงนี้ให้สมบูรณ์ที่สุด

‘ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าความสำเร็จมันช่างห่างไกล หลายล้านไมล์กิโล’

แต่ไม่ว่าจะล้มเหลวสักกี่ครั้งเธอก็เริ่มมันใหม่ได้อย่างไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความผิดพลาดครั้งไหนทานทนต่อความพยายามของเธอได้เลย อ้อยังคงไม่ยอมแพ้ ผมกลับเห็นว่าเธอกลับยิ่งสนุกกับการหาคำตอบ การตั้งคำถามว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถร้องมันได้

เธอทั้งพยายามเคาะโต๊ะตามยังจังหวะ โยกตัว ส่ายหัวแล้วอีกสารพัด ... “อันนี้ร้องกระแทกไปหน่อย ... ยังไม่ค่อยตรงโน๊ตนะเนี่ย” เธอพูดพลางลบไฟล์เสียงตัวเองทิ้ง

คนที่ไม่ค่อยมีความถนัดด้านดนตรีอย่างเธอฟังเพลงเดิมซ้ำไปมาด้วยความเพลิดเพลินจนกระทั่งจำได้ ทั้งท่อนลูกเล่นต่างๆ

------- (ความพยายาม // เพลงที่เพราะที่สุด) -------

ผู้หญิงรูปร่างละม้ายคล้ายหมีเพศเมียอย่างเธอ ตั้งใจ ตั้งใจ และตั้งใจ เพื่อร้องเพลงนี้ให้ผม “ต้องร้องเพลงนี้ให้ฮันนี่ให้ได้ เค้าไม่ยอมหรอก” ผมกลับซาบซึ้งความไพเราะในมุมที่ต่างออกไป

เพลงคือความสะเทือนใจที่ดังออกมา เป็นความรักของเธอที่ส่งเสียงออกมาจากหัวใจ ได้ยินได้ด้วยหู และสามารถมองเห็นได้ด้วยตา ความรักของเธอมีหน้าตาอย่างนี้ สวยงามอย่างไรเข้าใจ รับรู้ได้

เพลงที่ฟังด้วยใจ ส่งทอดความรู้สึก แบ่งปันความรักของผู้หญิงคนหนึ่งให้กับผู้ชายคนหนึ่ง มันก้าวข้ามคำนิยามของบทเพลงในทุกรูปแบบ อาจไม่สวยหรูในทางทฤษฎี แต่งดงามน่าดู น่าจดจ่อด้วยใจ ไม่แน่อาจมีใครบางคนกำลังร้องเพลงให้คุณฟัง

แต่ต้องฟังด้วยใจนะ ...

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

ขากลับ

ความเหนื่อยล้าสะท้อนให้ได้จากใบหน้าซึมๆ นี่เป็นเวลาห้าทุ่ม บนรถปรับอากาศสาย 73ก ผมแยกจากบูมมาไม่นาน เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีเพื่อนมาส่ง บ้านเจ้าบูทอยู่ซอยฝั่งตรงข้ามกับป้ายรถเมล์ป้ายนั้นพอดี

วันนี้ก็เหมือนทุกที เราคุยกันถึงเรื่องชีวิต ความฝัน และกำลังใจ บรรยากาศของงานศพเพื่อนบูมยังคงอยู่รอบๆ มันย้ำเตือนเราทุกครั้งที่เรานึกถึงว่า ชีวิตเราสั้นแค่ไหน ปิดท้ายเราเลือกเรื่องของเหล่าคาเมนไรเดอร์มาคุยกัน เล่าให้กันฟังถึงสิ่งที่เราประทับใจ แม้บางทีมันจะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่พระเอกสวมหมวกกันน๊อคตอนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ก็ตาม

เรื่องต่างๆ ที่เกิดขั้นรอบๆ ตัว เคลื่อนไหวไปมาตลอด หมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งวันจบลงแล้ว และพรุ่งนี้กำลังจะกลายเป็นวันนี้ ผมคิดอยากซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองทำ อยากทำมันให้ดี ไม่อยากจะขี้เกียจอีกต่อไป ไม่รู้คนอื่นเขาคิดอย่างผมบ้างไหม พวกเขาดูเหนื่อยกันมาก บางคนหลับไหลไม่ได้สติ ล้มตัวซบพิงอิงแอบกับบานกระจกใส

และพรุ่งนี้ก็ต้องสู้ต่อ ...

ผมอยากกอดพวกเขาจัง อยากเป็นที่พักสำหรับเขา พูดกับพวกเขาว่า "พักก่อนนะ ไม่ต้องรีบ มีอะไรอยากจะเล่ามั้ย" แต่ผมก็รู้ว่าพวกเขาคงไม่ไว้ใจ อยากบอกว่าจริงๆ แล้วโลกนี้ยังมีความรัก มีความอ่อนโยน มีอยู่ในตัวเราทุกคน ไม่ได้ตายจากไปไหน เพียงแค่บางครั้งเราเหนื่อยเกินกว่าที่จะแสดงมันออกมา แต่เอาเถอะ

"เล่ามาสิฉันอยากฟัง"

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

ป้ายหน้า "สวรรค์"

------- (บนรถเมล์ // ฝนจะตก) -------

โลกหมุนไปอย่างเชื่องช้า วันนี้อากาศแสนจะอึดอัด เพราะฝนไม่ยอมตก ฉันนั่งอยู่ที่เบาะสีกรมท่า ชิดแผ่นหลังเข้ากับพนักพิง ขณะที่สายลมปะทะผิวหน้าตามจังหวะคันเร่ง

ป้ายรถเมล์ป้ายแล้วป้ายเล่าล่องลอยผ่านหน้าฉันไป ตอนนี้บ่ายสอง รถไม่ค่อยติดเท่าไหร่ ลองเปลี่ยนเป็นช่วงเย็นสิ ... หึหึ แดดหม่นๆ แบบนี้กับเสียงเพลงแจ๊สในหูทำให้การเดินทางอันแสนน่าเบื่อกลับดูรื่นรมณ์ขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ ฉันคิด ...

พวกเขาจากฉันไปแล้วจริงๆ จากไปอยู่อีกที่ ไกลแสนไกลจากตรงนี้ที่ฉันอยู่ หากอยากพบหน้า ต้องนั่งต่อไปอีกกี่ป้านกันนะ ที่นั่นจะเป็นยังไง มันจะเป็นปุยเมฆสีขาวที่มีแต่งานเฉลิมฉลองหรือเปล่า หรือจะมีแต่เปลวไฟกับกระทะ พวกเขาเปลี่ยนกระทะกันบ้างไหมน้า เวลาลงโทษจริงๆ แล้วต้องใส่น้ำมันมั้ย ...

ใครจะไปรู้ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยตายหนิ ...

โลกที่หมุนช้าใบนี้หลอกให้เราคิดว่าเรายังมีเวลา มีเวลาสำหรับทำสิ่งต่างๆ อีกมาก ไม่ต้องรีบร้อน

แล้วเราก็ดันเชื่ออย่างง่ายๆ หลงเชื่ออย่างสนิทใจ

เราต่างมุ่งมั่นหาเงิน สร้างความมั่นคงในสิ่งที่เราคิดว่ามันถาวร เมื่อเราเราได้ดังต้องการเราก็แก่เสียแล้ว และในที่สุดก็ตายจากไปโดยที่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตเลย

ยังมีอีกหลายที่ ที่เรายังไม่ไป มีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรารักเขา ฉันทำอะไรอยู่ ฉันเป็นใคร ...

ฉันคิดว่าชีวิตมันแสนสั้น แต่จะมัวมาตีหน้าเศร้าก็ใช่ที่ ฉันคิดต่อไป ...

จะทำอย่างไรให้วันสึดท้ายจากโลกนี้ไปด้วยความปลาบปลื้มปิติสุขอย่างสุดหัวใจ ไม่ต้องพูดว่าฝากไว้ก่อน ไม่ต้องสั่งให้ใครแก้แค้นให้ ทางเดียวสำหรับฉันคือการเป็นผู้ให้ ผู้ที่อยากให้คนอื่น อย่างเห็นคนอื่นมีความสุข โดยที่ในใจมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้กัดฟัน

ในโลกใบนี้ฉันอาจจะไม่ใช่คนรวย แต่อย่างน้อยฉันก็ได้รับสิ่งเดียวกันกับที่คนรวยได้รับ ท้องฟ้าสีฟ้า ผืนดินสีดำ ต้นไม้สีเขียว ฝนเย็นฉ่ำ กับสายลมแห่งฤดูหนาว มีเหตุผลเพียงพอแล้วที่ฉันจะดีใจและเริ่มก้าวเท้าออกไปให้ผู้อื่น ให้อ้อมกอด รอยยิ้ม ทำให้บางคนรู้สึกได้ว่าฉันกำลังเขาอยู่

เวลาแสนสั้น ยิ้มเข้าไว้ ถึงยังไงเราก็ยังสุขได้นี่นา ไม่มีใครสาปไว้ซะหน่อย ...

ฝน

------- (บนรถเมล์ // ขาไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) -------

ฝนเม็ดบางเกาะตัวอยู่ที่กระจกใส ริมบานหน้าต่างคือที่ฉันนั่งอยู่ ภาพผืนน้ำบางๆ บนพื้นถนนสะท้อนเงาของท้องฟ้าสีหม่น ก่อนที่จะแตกตัวออกเป็นวงจากหยาดหยดน้ำตาของฟ้าเบื้องบน

ใครจะรู้ว่าอันที่จริงท้องฟ้ากำลังร้องไห้หรือหัวเราะท้องแข็งกันแน่

ครื่นคราน !! เป็นเสียงท้องฟ้าที่ร่ำร้อง ฟังไปคล้ายคนกำลังตีอกชกตัว

"ท้องฟ้าจ๋า ท้องฟ้า เธอเป็นอะไรเหรอจ๊ะ" ฉันถามกึ่งแสดงความอาทร

"ฉันมองไม่เห็นเลย มองไปทำไมมีแต่หน้าตัวเอง" ท้องฟ้าตอบเสียงเศร้า

"เธอหมายถึงภาพของเธอบนพื้นถนนเหรอ"

"ถนน ... เธอหมายถึงพื้นหินแข็งนั่นเหรอ"

"ใช่ เธอไม่รู้จักเหรอ"

"ฉันไม่รู้จักหรอก ... แล้วต้นไม้งอกออกมาได้มั้ย"

"ไม่ได้หรอก ต้นไม้งอกแค่ในดินเท่านั้น"

"ในดิน จริงสิ ดิน ..." ท้องฟ้าพูดกึ่งเพ้อ

ความเงียบงันมาเยือนเราทั้งคู่ ฝนก็ตกแรงขึ้น

ครืนคราน !! คราวนี้ฉันได้ยินชัด มันคือเสียงสะอื้น ฉันทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว ... ไม่ไหวจริงๆ

"เล่าให้ฉันฟังเถอะนะ ขอร้องล่ะ กรุณาแบ่งปันความเจ็บปวดของเธอมาให้ฉันบ้างเถอะนะ"

"เธอไม่เข้าใจมันหรอก" ท้องฟ้าตะโกนออกมาด้วยความปวดร้าว

"เธอลองดูก่อน ... กรุณาลองดูก่อน" ฉันที่ใบหน้าอาบน้ำตาของฟ้าตะโกนกลับขั้นไป

"ฉันอยากเห็นสีเขียวของต้นไม้ ฉันคิดถึงเพื่อนของฉัน ผืนดิน กับดอกไม้ ฉันไม่ได้เจอเขานานแล้ว คิดถึงจนเสียงของฉันสั่นไปหมด ... "

"พวกเธอเอาหินมาปิดผืนดินไว้ทำไม หากฉันไม่เจอเพื่อนๆ ฉันคงต้องร้องไห้ และพวกเธอก็จะจมน้ำตาของฉัน ในที่สุกพวกเธอก็จะหายไปด้วย และฉันคงต้องอยู่คนเดียว" ท้องฟ้าพูดกึ่งร้องๆ ไห้ ฉันไม่พูดอะไรออกมาอีกในช่วงเวลานั้น ปล่อยให้ความเงียบกลืนกินเราอีกครั้ง

ทั้งๆ ที่ฉันสามารถอธิบายเรื่องราวของถนนได้อย่างดี แต่มันก็คงไม่อาจจะเปลี่ยนบทสรุปของเรื่องนี้อยู่ดี

"ท้องฟ้า ฉันดีใจที่มีเธอนะ ดีใจที่เกิดมาชีวิตหนึ่งได้เคยคุยกันเธอ ได้รับรู้สิ่งที่เธอรู้สึก กรุณารับฉันไว้เป็นเพื่อนของเธออีกคนได้มั้ยจ๊ะ"

น้ำตาของท้องฟ้าหยุดไหล เปรวแดดสีทองทอดตัวที่ขอบก้อนเมฆสีหม่น

"ได้สิ ฉันมีของขวัญจะให้เธอ รับไปสิ"

"อืม" ฉันพยักหน้าพลางส่งยิ้มละไม

สีม่วง สีคราม ค่อยๆ ทอดตัวเริงระบำตามริ้วเมฆ จนครบทุกสีกลายเป็นรุ้งกินน้ำในที่สุด

"สวยจังเลย" ฉันเพ้อ

"ขอเธอจงระลึกถึงฉันบ้างนะ อย่างน้อยก็เวลาที่เห็นรุ้งกินน้ำ" ท้องฟ้าบอกฉัน

"แน่นอนท้องฟ้า ฉันจะคิดถึงเธอ
ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงเธอ ฉันจะปลูกดอกไม้หนึ่งดอกเพื่อเอาไว้เป็นเพื่อนเธอ"

แสงแดดสว่างจ้าทอประกายระยับทั่วท้องฟ้า สายรุ้งกระพริบหนึ่งครั้ง
ก่อนที่จะจางหายไป ดุจคำลา

ฉันยิ้มและโบกมือ หวังส่งความรักของฉันให้ลอยขั้นสูง

"ฉันก็ดีใจที่มีเธอ" ท้องฟ้ากระซิบบางๆ