วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การได้หลงรักอะไรสักอย่าง

บันทึก วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ 

กลางดึกดื่นแบบนี้ดันเพิ่งตื่น เหลือบดูนาฟิกาห้าทุ่มกว่า ในใจก็คอยคิดวนเวียนแต่เรื่องงานที่เพิ่งเข้ามาใหม่ มันเป็นงานประจำที่อยากได้พอดี จำได้ว่าก่อนหน้านั้นทรมานกับความสับสน เวลาเปลี่ยนงานครั้งหนึ่งๆ เหมือนกับชีวิตจะต้องเจอทางแยกทุกที 

 ลักษณะการทำงานของโลกใบนี้กำลังเปลี่ยนไปรึเปล่า --- ?? 

เมื่อก่อนเคยเห็นด้วยกับความคิดที่ว่างานคือเรื่องส่วนตัว คือ การทำงานกับการใช้ชีวิตเป็นเรื่องเดียวกัน การใช้ชีวิตคือการทำงาน วันว่างกับวันทำงาน คือ วันวันเดียวกัน หากแต่ไม่นานมานี้ก็ได้มองเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดไปจากที่เคยคิด องค์ประกอบที่ทำให้มันไม่สามารถชิลล์ได้อย่างที่วาดฝันเอาไว้ คือ ...

"เจ้านาย" 

เจ้านายบางคนคือตัวแปล เป็นคนที่คอยกำหนดทุกอย่างในการทำงานของเราและลามปามมากำหนดวิถีชีวิตของเราอย่างไม่เจตนา เรื่องราวของอ้อแฟนสาว เป็นเรื่องราวที่อธิบายสถานการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี เริ่มต้นจากการที่อ้อสมัครงานในตำแหน่งครีเอทีฟ ได้เงินเดือนเดือนเดือนละหมื่นหก อ้อใช้ชีวิตกับที่ทำงานวันละสิบกว่าชั่วโมง ได้นอน ๗ ชั่วโมง ที่เหลือ คือ เวลาทำงาน ไม่มีเวลาสำหรับครอบครัว เสาร์อาทิตย์แม้ไม่มีหน้าที่เจ้านายก็มักจะหาหน้าที่ให้ทำ เวลาทานข้าวให้เอาข้าวมาทาน ห้ามออกไปทานเองเพื่อให้ทานเสร็จเร็วๆ แล้วเอางานไปทำต่อ 

เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องเดียวกัน วันหยุดกับวันทำงานคือวันเดียวกัน เวลาพักกับเวลาทำงาน คือ เวลาเดียวกัน "เจ้านายกับแม่แทบจะเป็นคนเดียวกัน"   

ทุกคืนตอนประมาณสี่ทุ่มผมจะต้องขี่รถไปรับอ้อที่ออฟฟิศแล้วรอถึงประมาณเที่ยงคืน หลังจากนั้นก็กลับบ้านมานอนคุยกันพักหนึ่งก่อนจะเห็นอ้อนอนแอ้งแม๊งไปในท่าทางที่กำลังนอนคุยกันอยู่นั่นแหละ 

ถ้ามันเป็นงานที่ทำแล้วมีความสุขปัจจัยหนึ่งที่กำหนด คือ "เจ้านาย" 

ถ้าเจ้านายจุกจิก ควบคุมชีวิต ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวมากๆ จากเจ้านายจะกลายเป็นแม่เมื่อไหร่แล้ว ความรักที่มีต่อตัวงานก็อาจจะลดลงเพราะบรรยากาศชีวิตห่วยแตก 

หลังจากอ้อทำงานได้เพียง ๒๓ วัน อ้อก็ลาออก "คืนนั้นถ้าอ้อไม่ลาออกอ้อจะได้นอน ๔ ชั่วโมง"  

โลกเราแข่งขันกันมากกว่าจะร่วมมือกันทั้งๆ ที่ทำได้ การแข่งขันทำให้ต้องหาจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม จุดที่ฝ่ายตรงข้ามไม่มีแล้วเรามี ไม่ว่าจะด้วยราคาที่ถูกกว่า ฝีมือการผลิตที่เหนือกว่า หรือแม้แต่ความถึกของร่างกายที่มากกว่าก็ยังอุตส่าห์จะเอามาประลองกันได้ 

วัฒนธรรมขายวิญญาณให้กับการทำงานนั้นคืบคลานเข้ามาเอาส่วนแบ่งเวลาว่างในชีวิตเราเมื่อไหร่ไม่มีใครบอก แต่มันทำให้การทำงานกลายเป็น "ทางเลือกของชีวิต" เสมือนการก้าวครั้งสำคัญที่มีความหวัง ความสุข และเสียงหัวเราะของคนที่เรารักเป็นเดิมพัน  ตอนนี้ผมทำงานมาได้สักพัก และมีความคิดเห็นที่ต่างออกไป คำถามคือมันคุ้มหรือไม่ "แน่นอนมันไม่มีวันคุ้ม"

ฝรั่งถามผมว่าเงินเดือนปริญญาตรีที่ประเทศนี้เท่าไหร่ ผมตอบว่ามีตั้งแต่เก้าพันยันหลายหมื่น เขาถามผมว่าหอพักดีๆ ใกล้ๆ ใจกลางเมืองค่าเช่าเดือนละเท่าไหร่ ผมบอกว่าก็พอๆ กับเงินเดือนนั่นแหละ ฝรั่งทำหน้างง ผมก็เคยงง ใช่แล้ว ผมก็งงเหมือนกับเขา เราไม่มีคำตอบที่เติมลองในช่องว่างของบทสนทนานี้ 

การทำงานกลายเป็นการเอาชีวิตรอดในยามสงครามโลกไปแล้วหรือไง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะการแข่งขันรึเปล่า การที่เราเห็นด้วยและพยายามจะหาของถูกซึ่งเป็นของดีที่สุด เราห่างไกลจากคำว่าดีสมราคามามาก เราอยู่ในประเทศที่คำว่าเงินเดือนหมื่นห้า กับภาษีรถคันแรกสามารถนำมาเป็นนโยบายหาเสียงได้ 

ผมมองเห็นว่าบางทีเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวมันก็จะถูกแยกออกจากกัน ไม่ว่าอย่างไรเราก็ควรจะมีเวลาให้ครอบครัว หรือคนที่เรารักทุกวัน มีเวลาสอนลูก มีเวลาได้อ่อนโยนกับอะไรบางอย่างหรือใครบางคนบ้าง คนกลัวเสียเวลาพัฒนาประสบการณ์ในสายอาชีพ แต่กลับไม่กลัวเสียใจที่ไม่ได้มีเวลาอยู่กับคนรัก แบบนี้ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ 

เมื่อวานขณะนอนก่ายหน้าผาก ผมถามตัวเองว่าอย่างเรานี่เหมาะกับการทำอาชีพอะไร ผมสงสัยพอสมควรว่าทำไมเราต้องมานั่งตั้งคำถามแบบนี้ มนุษย์เรามีความสามารถที่หลากหลายมากๆ ทำไมนะ เราต้องมาทำอยู่อาชีพเดียว ชีวิตคงน่าเบื่อตายเลยถ้าเรายอมรับความคิดแบบนี้ และเชื่อด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างว่ามันจริง ผมว่าคนเราสุดท้ายก็ต้องจากโลกนี้ไปสักวัน วันหนึ่งเราต้องแก่และต้องหลับไปอย่างที่ไม่มีวันตื่น ซึ่งไม่ว่าเราจะมีเงิน มีชื่อเสียง มีเพื่อนฝูงมากแค่ไหนเราก็ต้องตายอยู่ดี ถ้าเรามองว่าเงินมีค่าเราก็คิดผิดเล็กๆ เหมือนเอาใจเราทั้งหมดไปหลงอยู่ในนั้น วนไปวนมา หาทางออกไม่ได้ มันทำให้เราหดหู่คิดว่าชีวิตเราไม่มีค่า ทำอย่างไรก็มีไม่เท่าคนรวย อยากรวย อยากมี อยากได้เหมือนเขา อย่างเขา 

มันทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งดีๆ ที่เรามีอยู่ ผมว่าถ้าเป็นแบบนี้เราจะเครียดมาก 

อันที่จริงในเมื่อไม่ว่าจะทำอะไรผลสุดท้ายเราก็ต้องจากโลกนี้ไป สุดท้ายไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน เราก็น่าจะลองถอยหลังออกมาสักก้าวสองก้าว ลองไม่เปรียบเทียบเรากับเขา อย่าเอาเรื่องเงินทองของนอกการมากำหนดคุณค่าชีวิตของเรา ถ้าไหนๆ จะต้องตายอยู่ดี ก็ขอให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เบิกบาน สงบร่มเย็น และเป็นกำลังใจให้คนอื่นได้ กำหนดจุดยืนของเราไปเลยว่าชีวิตนี้แม้ไม่เก่ง ไม่รวย ไม่หล่อ ไม่เจ๋ง เท่าไหร่นัก ก็ขอเป็นคนจิตใจดี คือ ในใจมีแต่สิ่งดีๆ เหนื่อยกายบ้างแต่ภายในร่มเย็น 

ผมเปิดดูเว็บไซต์เกี่ยวกับเอสเอ็มอีหลายๆ ตัว บางคนก็เอาเชือกมาขดกันกลายเป็นพรมเช็ดเท้าขาย บางคนชอบออกแบบเสื้อผ้า บางคนชอบทำอาหาร ลองหาวันสักวันให้เวลากับสิ่งเหล่านี้ดู และพัฒนามันขึ้นมา ให้ความรักเสมือนเราปลูกต้นไม้ มีความสุขกับสิ่งที่เราชอบ อย่าเพิ่งคิดเรื่องร่ำรวย เอาใจออกมาอย่าหลงกับมัน แต่จงทำสิ่งที่รักตรงหน้าด้วยความรักจริงซิ ลองให้ชีวิตเรามีคนรัก หรือสิ่งที่เรารักจริงอย่างน้อยสักอย่างซิ รับรองว่าเราจะได้เห็นอะไรสวยๆ งามๆ อย่างแน่นอน 

ความรักเป็นสิ่งที่ยิ่งใช้ออกจะยิ่งมีมากขึ้น ลองจินตนาการถึงการหลงรักครั้งล่าสุดของเรา นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้มีเวลาส่วนตัว นานแค่ไหนแล้วที่เราเอาแต่คิดรวย นานแค่ไหนที่เราเอาแต่แข่งขัน หรือใช้การเอาตัวรอดในที่ทำงานกับเรื่องบ้านของเรา ลูกเป็นลูกน้อง เมียเป็นเลขา บลาๆๆๆ 

เธอลองนึกดูสิว่สชีวิตเป็นของใครกันแน่ ... ใครกันที่สักวันหนึ่งจะต้องลงไปนอนอยู่ในโลง ถามแบบนี้แรงไปมั้ยนะ คงแรงนะ "แต่มันจริง"

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ช่วงนี้ ...

---( สบายดีมั้ยช่วงนี้ / เป็นยังไงบ้างช่วงนี้) ---

ถ้าจะถามว่าเวลาคนไทยไปไหนมาไหน พอเจอหน้าคนรู้จักจะทักว่าไง ... สวัสดี ?? เปล่าเลย ส่วนใหญ่จะถามด้วยคำง่ายๆ ประเภทที่ว่า "ไปไหน" หรือ "เป็นไงบ้างช่วงนี้"

พอไม่เจอกันนานๆ เรื่องหลายๆ เรื่องที่อยากจะเล่าก็วับ !! ไปกับตา เหลือแต่ไอ้เรื่องเศร้าที่ไม่อยากจะเอามาเล่า แงๆ 

ช่วงนี้มีอะไรใหม่บ้าง ??

ถ้าจะถามเพียงแค่ประเด็นง่ายๆ นี้ ก็คงจะตอบไม่ยาก อย่างแรกเลยก็คือ "ถนน" ในซอยบ้านที่อยู่มาตั้งแต่เป็นวัยละอ่อนนั้นเพิ่งจะทำถนนคอนกรีต แต่ก่อนที่สิ่งใหม่จะมาก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเอาสิ่งเก่าๆ ออกไปก่อน นั่นหมายความว่าถนนที่เคยลาดยาง แปลงผักสวนครัว และต้นไม้นานาพันธ์ที่เคยเป็นดั่งดินแดนสรวงสวรรค์ของน้องหมาก็ต้องขุดทิ้งด้วยเช่นกัน 

การทำถนนปกติแล้วจะต้องขุดดินลึกลงไปประมาณ ๒๐ ซม. เพื่อรองรับการเทคอนกรีต ขั้นตอนต่อมาคือการขุดร่องลึกหนึ่งเมตร เพื่อวางระบบท่อระบายน้ำ หลังจากทำท่อระบายน้ำทั้งสองฝั่งของถนนเสร็จแล้วก็ถึงตาการเทคอนกรีต (ถ้านึกภาพตามไม่ออกก็ไม่เป็นไรนะ ตั้งใจไว้แล้วว่าอ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องรู้เรื่องก็ได้ คือ เรื่องบางเรื่องก็ไม่ต้องไปเข้าใจมัน ชีวิตก็แบบนี้แหละ) 

และวันแห่งการเทคอนกรีตก็มาถึง เวลาเทเขาจะแบ่งเส้นทาง อย่างซอยที่ข้าพเจ้าอยู่อาศัยก็สามารถเข้ามาได้อีก ๑ ซอย รวมซอยหลักแล้ว บ้านนี้เข้าได้ ๒ ทางนั่นเอง เวลาเทคอนกรีตก็จะเท ๑ ทางเว้นไว้อีกหนึ่งทาง เพื่อใช้ในการสัญจร แต่ถ้าเป็นรถยนต์หรือรถสี่ล้อขึ้นไป ต้องรอ ๓ วัน ให้ปูนแห้งเสียก่อน

อีก ๓ วัน จะได้ถนนใหม่อย่างเป็นทางการนั่นเอง ...

เรื่องใหม่เรื่องต่อมาคือเมนูอาหาร ปกติข้าพเจ้าจะไปทานอาหารที่ร้านตามสั่งร้านประจำ กับเมนูประจำ โดยคนทำคนประจำ ราคาก็ยังเป็นราคาประจำ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ไม่มีอะไรใหม่ ซ้ำๆ ซากๆ น่าเบื่อเป็นประจำ เมนูที่สั่งประจำนั่นคือ "กระเพราไก่ไข่ดาว" ใครกินบ้างยกมือขึ้น ใครกินวันละ ๑ ครั้งก็ขอให้ยกมือขึ้นด้วย ...

เมื่อไปถึงร้านเจ้าของร้านถามว่า : "oxxoox|~><$¥\}#" 

ผมถามกลับ : "อะไรนะพี่" 

มันก็ยังจะพูดในคอ : "oxxoox|~><$¥\}#"

ผมบอก : "พี่ไปขี้ไปไป ?? พูดในคออย่างนั้นใครจะรู้เรื่อง อย่ามาคิดว่าคนอื่นเขาเป็นเอเลี่ยนปลอมตัวมาเหมือนพี่หมดทุกคนดิ"

พี่เขาเลยพูดช้าลง : "o x x o o x | ~ > < $ ¥ \ } ?? #"

ผมคิด : นี่ชีวิตนี้มึงกะจะให้แค่เมียมึงเข้าใจมึงคนเดียวใช่มั้ย ?? เฮ้ออออ เพลียยยย !!!  "เอางิ๊ ผมเอาไก่ผัดผงกระหรี่ราดข้าว ไม่เอาไข่ดาวนะ"

พี่เขาบอกว่า "มันใส่ไข่อยู่แล้วเอาด้วยมั้ย หรือไข่ก็ไม่ต้องใส่" 

ผมตอบ : "oxxoox|~><$¥\}#" ดีๆ ดูซิฟังรู้เรื่องมั้ย ??

สรุปว่าวันนั้นผมได้ไก่ผัดผงกระหรี่ไม่ใช่ไข่ดาว ซึ่งใส่ไข่ไปผัดตามปกติ อร่อยมากผมชอบ และสองาามวันต่อมา ผมก็กินวันละอย่างน้อย ๑ มื้อ คำถาม แล้วกระเพราไก่ไข่ดาวล่ะ ... ก็ยังกินเหมือนเดิม !?!

เรื่องที่สามถ้าผู้อ่าน หรือแฟนๆ งานเขียนของผมยังไม่เบื่อซะก่อน !!

ผมได้งานที่ใหม่ อย่างที่ทราบกันดีว่าผมมีความฝันอยากจะทำรายการวิทยุที่ัปิดโอกาสให้คนมาขอโทษ และก็มาให้อภัยกันได้ในรายการ หลังจากที่ อุทธยานการเรียนรู้ให้การสนับสนุนเป็นเวลาหกเดือน ในที่สุดก็หมดระยะเวลาของโครงการ ตลอดระยะเวลาหกเดือนที่ผ่านมา ผมเห็นเ็กหลายๆ คนร้องไห้ตอนเอ่ยปากขอโทษพ่อแม่ หลายคนเอ่ยความรู้สึกที่ไม่เคยบอกเพื่อน บางคนขอโทษที่ไม่ยอมลูกให้คนแก่นั่ง เมื่อเห็นคนท้องขึ้นมาบนรถเมล์ (อะไรของมึง ?!?) 

ผมอยากบอกว่ามีความสุขมากที่ได้ทำงานนั้น แต่ทุกอย่างก็มีวาระของมัน ผมอิกหางานอีกครั้ง ในใจก็ตื่นเต้นว่าจะได้งานมั้ยนะ แต่ก็พยายามสนุกกับการสมัครงานทุกๆ วัน พยายามออกไปหางานที่เราชอบ แล้วก็บอกเขาถึงสิ่งที่เราพอจะทำได้ 

เดือนหนึ่งต่อมาผมก็ได้งาน เป็นครีเอทีฟที่บริษัทอีเว้นเล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่นั้นผมกลายเป็นเด็กอมนิ้วอีกครั้ง ผมเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากเจ้านายของผม เขาชื่อว่าพี่หนึ่ง พี่หนึ่งจะคอยสอนสิ่งต่างๆ ให้ผมเสมอ โดยไม่สนใจว่าผมจะอยากเรียนหรือไม่ด้วย หรือไม่ว่าผมจะเข้าใจหรือไม่ด้วย

งานหนึ่ง พี่หนึ่งเดินมาหาผม "powerpoint ชุดนี้ของคุณผมชอบนะ แต่ผมอยากได้ฉ่ำๆ" แล้วแกก็เดินไป

ผมต้องหาคำว่า "ฉ่ำๆ" ในพจนานุกรมคำทั้งหมดที่มีอยู่ในหัว พลางบอกตัวเองว่า "นี่คือการฝึกเว้ยไอ้นิว แกจะเก่งขึ้นเพราะเขานี่แหละ ไม่ต้องกลัว" คนเราเนี่ย ถ้าต้องบอกตัวเองว่าอย่ากลัวแสดงว่าแม่ง "กลัวเยี่ยวแทบราด" ซึ่งผมก็กลัวมาก แต่เยี่ยวไม่ราดเพราะโต๊ะผมไม่ไกลจากห้องน้ำเท่าไหร่ ทนไม่ไหวก็เข้าห้องน้ำก่อนได้ไม่มีปัญหา 

แล้วสุดท้ายผมก็รู้ว่า เครียดให้ตายเราก็ไม่รู้ว่าไอ้ฉ่ำๆ ของแกจะมีสารรูปแบบไหน เราเพียงทำได้แค่ "เดา" ผลของการเดาก็มีแค่สองแบบคือผิดกับถูก และจะออกมาแบบไหน ผลของมันก็จะคงอยู่ไม่นาน เดียวคนก็ลืม แล้วก็ต้องคิดเรื่องใหม่ ดังนั้นถ้ามันยากนักก็เดาไปเลยจบ

แต่ผมก็เดาถูก ทีนี้ฉ่ำทั้งเนื้อหา ทั้งภาพการนำเสนอ ... ใช่แล้ว ผมมีเจ้านายเป็นติส !!

บรรยากาศในการคิดงานของผมคือการต้องคิดงานให้ออกภายใต้เวลาและความวุ่นวาย ลองคิดดูว่ามีคนห้าคนคุยกันเสียงดังโดยไม่มีใครฟังใครเลย อย่าถามว่ารู้เรื่องมั้ย ไม่มีทางรู้เรื่องหรอก 

ผมก็ต้องนั่งคิดงาน ก็ทำใจให้จดจ่อกับงานซึ่งแรกๆ ยากมาก แต่นานๆ ไปก็สามารถทำได้ คือ พอนั่งมำงานทีก็เหมือนเดินเข้าไปในอีกโลก บอกแล้วว่าผมเรียนรู้หลายๆ อย่างจากที่นี่

นี่ที่ไม่มีระบบแบ่งงานกันทำ เราไม่แบ่งหน้าที่ เราทำหน้าที่เดียวกัน ทำพร้อมกัน พอเสร็จ เราก็เปลี่ยนหน้าที่พร้อมกันทุกคน แล้วก็ทำ เหมือนภาพเด็กเตะฟุตบอล ที่บอลอยู่ที่ไหน ทั้งสนามจะวิ่งไปที่จุดเดียว มันก็มันดี เฮฮา สนุก บรรยากาศเป็นกันเอง เหมือนห้องเรียนที่มีเด็กหลายประเภท เช่น เด็กหน้าห้อง พวกนี้ก็จะตั้งใจทำงาน ไม่ค่อยเล่นสนุก เด็กหลังห้องที่ แหมม ก็รู้กันดี หลายคนที่อ่านก็เคยเป็น และเด็กนอกห้อง คือ อยู้แผนกอื่นแต่มาคอยสังเกตการณ์ 

ทำงานที่นี่ผมป่วยบ่อยมาก เพราะต้องอยู่ทำงานจนดึกๆ หลายครั้ง แต่มันคือชีวิตในฝันนะ เพราะว่า สมัยเรียนผมก็กลับบ้านดึก หลังเลิกเรียนก็ต้องเล่นกีฬากับเพื่อน แล้วก็นั่งเม้าท์กันคนค่ำมืด หรือไม่ก็ก็ช่วยงานโรงเรียน ทำนู่น ทำนี่ ไปเรื่อย

สรุปว่าชอบนะ เจ้านายเหมือนครู ห้องทำงานเหมือนห้องเรียน เพื่อนเหมือนเพื่อนที่โรงเรียน และนี่ก็เป็นเรื่องช่วงนี้ของผม

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2555

บันทึก ๑๗ เมษายน ๒๕๕๕

"บอกมาก่อน" เธอมักจะพูดคำๆ นี้ออกมา เวลาที่เธออยากให้ผมบอกรัก มันมักจะมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย 

ขณะที่ผมกำลังกินข้าวและคิดงาน "บอกมาก่อน" ขณะที่ผมกำลังง่วงนอน "บอกมาก่อน" ขณะที่ผมกำลังตอบคำถามที่เธอเป็นคนถามเอง "บอกมาก่อน" ขณะที่กำลังเข้าห้องน้ำ ไปขี้ "บอกมาก่อน" ขณะที่กำลังเล่นเกมส์ และตัวละครของผมกำลังจะตาย "บอกมาก่อน" งานศพญาติกำลังฟังพระสวด "บอกมาก่อน"

ให้ตายสิ นี่เธอจะขาดความอบอุ่นอะไรขนาดนั้น บางทีฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของเธอเท่าไหร่

ผม : อ้อต้องไปทำงานที่ไม่ได้เป็นหน้าที่อ้อ ไม่งั้นอ้อก็จะเครียด เพราะทุกงานก็จะมาลงที่อ้อ อ้อจะเป็นทางเลือกของคนที่ไม่อยากทำงานของตัวเอง ถ้าอ้อจะโดนไล่ออกเพราะอ้อทำในสิ่งที่ถูก ...

อ้อ : บอกมาก่อน !?!

ผม : ไรของแกเนี่ย ??

อ้อ : บอกเค้ามาก่อน แกรู้อยู่แล้วนี่

ผมกลอกตาด้วยความเซ็ง ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ฟังที่ผมพูดอยู่รึเปล่า ทำไมน่ะเหรอ เพราะถ้าเธอไม่ฟัง มันก็จะเกิดปัญหาเดิม และเธอก็จะมาปรึกษาเรื่องเดิมกับผมอีก และผมก็จะพูดเรื่องเดิม 

กระนั้นผมก็รู้ว่าปัญหาทุกอย่างของเธอมันจะหายไป เมื่อเธออยู่ใกล้ผม เธอไม่ต้องการทางแก้มันด้วยซ้ำ เธอพอใจแค่ได้ยินเสียงผมพูดอะไรบางอย่าง เธอไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันก็ได้ และสิ่งที่เธอต้องการมีเพียงสิ่งเดียว เธอรู้ว่ามันทรงพลังมาเพียงพอที่จะทำให้เธอผ่านทุกสิ่งไปได้ เธอมั่นใจในสิ่งหนึ่ง เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น และเธอไม่ต้องการอะไรอีก มันคือคำสั้นๆ ที่เรียกว่า "รัก" 

ตอนนั้นผมไม่ได้บอกเธอไปว่าผมรู้สึกอย่างไร แต่แน่นอนผมไม่ลืม ผมเก็บเอามันมาคิด ใคร่ครวญอย่างดี และผมเห็นภาพ 

ผม : 'เหลือคำสุดท้ายแกไม่กินอ่ะ' ผมพูดขณะที่เธอตักคำสุดท้ายใส่ช้อน และพยายามจะป้อนผม เธอรบเร้าจนออกแนวน่ารำคาญด้วยซ้ำ

อ้อ : 'ไม่อ่ะ เค้าอยากให้แกกิน' เธอตอบมันออกมาอย่่างที่เธอไม่ต้องคิด เธอมักจะบอกว่าเธออิ่มแล้ว ทั้งที่จริงๆ แล้วผมรู้ดีกว่าใครว่าที่เธอทำก็เพียงเพราะอยากให้ผมได้กินสิ่งที่ผมอยากกิน 

นั่นคือเธอมักจะไม่สบายใจถ้าต้องเห็นผมไม่ได้กิน ซึ่งผมกินส่วนของผมหมดไปแล้ว แต้เธอก็ยื่นส่วนของเธอให้ผมอย่างไม่ลังเล 

ผม : 'แกกินเกี๊ยวไปกี่ชิ้นแล้ว ??' ผมถามด้วยความโกรธ

อ้อ : เค้ากินไป ๒ ชิ้น

ผม : 'แกแน่ใจนะ !! ทำไมแกไม่สลับกันกินกับชั้นอ่ะ ชั้นอยากกินนะเว้ย' ผมตะคอกเธอกลางร้าน เธอร้องไห้ และเดินจากไป

ผมคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้อยู่ทั้งคืน ผมนอนพลิกตัวไปมาท่ามกลางความเดียวดายของราตรี ภาพเหล่านั้นทำลายความเงียบเหงาและทำให้ผมเป็นสุขสงบเมื่อผมรู้ว่าคนไม่ดีอย่างผมได้มีโอกาสเป็นแฟนกับนางฟ้า รักคือสิ่งที่ทำให้เราดำรงอยู่ สำหรับผมเธอเหนือกว่าใครๆ ในโลกนี้จะหาคนรักผมเท่าเธอคงไม่มี และให้ตายสิ !! ถ้าผมตาดูดีๆ เธอจะอยู่ที่เดิม รอคอยที่จะป้อนผมเหมือนวันวาน โดยไม่ต้องพึ่งพาคำสัญญาใดๆ ไม่ต้องพึ่งพาพันธนาการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะความรักคืออิสระภาพ

ผมตื่นมาตอนเช้าและพิมพ์ข้อความหนึ่งในใจของผมเพื่อส่งไปให้เธอ ผมพูดว่า "ช่่าย ฉันรักแก" หนึ่งคำสั้นๆ ที่ผมใคร่ครวญมาแล้วอย่างดีแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555

บันทึก ๑๕ เมษายน ๒๕๕๕

วันนี้เดินทางออกมาด้วยใจที่กลัวเปียกสุดๆ แต่ก็ได้เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าหากจะต้องเปียกก็ขอเปียกอย่างสมศักดิ์ศรี ไว้ลายชายชาตรีให้สมกับที่อุส่าห์เกิดมาเป็นคน

พอเดินออกจากบ้านก็ไปขึ้นรถกระป๊อ หวังจะเดินทางไปให้ถึงที่ทำงานอันเป็นที่มั่น ในใจก็ยังคงกลัวตุ๊มๆ ต่อมๆ อยู่ว่าจะมีใครเขาสาดน้ำมาให้ประหลาดใจหรือเปล่า อารมณ์เหมือนเข้าบ้านผีสิงเลย

ในอ้อมแขนกอดกำเป่สะพายสีม่วงแป๋นแหลนเอาไว้สุดกำลัง ขณะที่นั่งอยู่นั่นก็เห็นเจ๊คนหนึ่ง เธอขึ้นมาบนรถพร้อมกับนกสองตัว มันเป็นนกหงษ์หยกสีเขียวกับสีเหลือง ขาของพวกมันเล็กนิดเดียวเอง 

เจ๊ขึ้นมานั่งหน้า ส่วนฉันนั่งอยู่ด้านหลัง รถว่างขนาดนี้ฉันเห็นเจ๊เขาได้ถนัดตา นกสองตัวนั้นโยกตัวไปมาพลางส่งเสียงแหลมๆ ตามจังหวะกระแทกของรถ ถนนแถบนี้เรียบซะที่ไหน ใครๆ ก็รู้ ทางการเขามาขุดเอาไว้ หลังจากนั้นก็เอาแผ่นเหล็กวางเพื่อปิดที่ขุด เขาไม่เคยมากลบหลุมนั้นเลย คงจะคิดสภาพล้อเล็กๆ บนถนนที่เต็มไปด้วยแผ่นเหล็กออกนะ คงจะคิดสภาพของนกสองตัวนั้นออกด้วย

มันร้องเสียงหลงยามที่ต้องกระแทบ แม้มุมที่ฉันมองเห็นจะชัดมาก แต่พวกมันก็คราดสายตาไปแล้ว เพราะมันลงไปหลบอยู่ที่ตัก ของเจ๊คนนั้น

ฉันจึงมีเวลาว่างพอที่จะคิดกับตัวเอง ติดถึงเรื่องราวของนกหงษ์หยกที่ฉันเคยเลี้ยงบ้าง มันเชื่องซะที่ไหนล่ะ ให้ตาย ใครว่ามันเชื่องก็ว่าไปเหอะ ฉันคนนึงล่ะที่คิดว่าไม่

ฉันชื้อมันมาจากจตุจักร มันเป็นนกหงษ์หยกที่สวยทีเดียว ทีแรกอยากได้พันธ์อังกฤษ แต่ไม่มีเงินซื้อ เพราะตอนนั้นกว่าจะเก็บค่าขนมได้สักร้อยมันยากมากเลย เลยลงเลยที่มันนี่แหละ ฉันกับพี่ชายถือมันมาในกรงสีฟ้า ทุกอย่างที่ต้องใช้เลี้ยงมันมีพร้อม ยกเว้นอาหาร เพราะเจ้าของร้านบอกว่าอย่าเพิ่งให้มันกิน มันกินมาเยอะแล้วเดี๋ยวจะพุงแตกตาย ตัวนี่กินจุมาก นิสัยก็ประหลาด แน่ใจนะจะเอา ฉันต่อไปว่า "ผมอยากได้ ผมเอาครับ"

ระหว่างการเดินทางมันไม่มีทีท่าตื่นตกใจเลย มันเป็นนกนิ่งๆ ออกแนวเฉยเมย เป็นนกที่ช่างไม่มีไฟเอาซะเลย ฉันมองมันแล้ว นอกจากความสวย มันช่างไร้ประโยชน์จริงๆ 

เมื่อถึงที่บ้านฉันเกรงว่ามันจะหิว เลยเปิดกรงออกมาเล็กน้อย เพื่อเอาอาหารให้มันทันใดนั้นเองมันก็บินออกจากกรง เหมือนว่าเตรียมการเอาไว่แล้ว แต่มันก็ได้แต่บินวนอยู่ในบ้าน ฉันร้องเรียกมันว่า "มานี่ๆ" มันก็ร้องจิ๊บๆ สวนกลับมา เอาล่ะ เจอกันหน่อย

(อ่านต่อวันพรุ่งนี้นะ ไปทำงานก่อน เดี๋ยวจะโดดมาเขียนให้อ่านใหม่)

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555

สบายใจดีมั้ย ??

ตอนเช้าเป็นเวลาสบายใจดี ตื่นมาตอนเช้าพบเจอรอยยิ้มของดวงตะวัน ท้องฟ้าสวย ฉันก็ส่งยิ้มกลับไป นกกาที่เสาไฟฟ้าส่งเสียงจิ๊บๆ เสียงอ้อแอ้ของลูกนกในรัก และความเอ็นดูของผู้เป็นแม่ โลกนี้เริ่มวันใหม่อีกครั้ง ผู้คนต่างก็เริ่มก้าวเดิน ต่างยิ้ม ต่างเดินทาง

ทำไมหลายครั้งเราทำหน้าเศร้า ทั้งๆ ที่เรายิ้มได้ ทำไมหลายครั้งเราใจร้ายนัก

โลกนี้เป็นตัวอย่างของความอารี เป็นความอาทรที่เราเห็นตรงหน้าทุกๆ วัน โลกนี้บอกเราว่าเราควรจะเป็นอย่างไร อะไรคือสิ่งที่เราควรยึดเอาไว้ มันไม่ใช่เสน่ห์ลวงตา มันไม่ใช่เงินทองหรือสิ่งนอกกาย มันไม่ใช่อะไรที่เราคิดว่ามันมีอยู่จริงเลยสักอย่าง

หากเวลาหมุนผ่านไป หากหัวใจเราค่อยเต้นช้าลงจนหยุด เราจะฝากอะไรเอาไว้ ระหว่าง รอยยิ้ม หรือ น้ำตาแห่งการคร่ำครวญ

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

จงอย่ายอมแพ้

ก็ไม่แปลกที่คนเราจะเสียน้ำตา ไม่แปลกที่บางครั้งความปรารถนาของเราจะไม่เป็นจริง เรารู้ดีว่าบางสิ่งยากที่จะกระทำให้สำเร็จได้โดยง่าย และยิ่งยากกว่าถ้ามีเพียงเราลำพัง

ท่ามกลางความสับสน วกวน และงุนงง เราเลือกทำสิ่งใด ระหว่างกอดตัวเอง คร่ำครวญ ตัดพ้อ ขอความเมตตา วอนความสงสารจากคนอื่น หรือด่าว่าบุพการีที่ให้เราเกิดมา

ไม่ว่าอย่างไร ... จงอย่ายอมแพ้ แม้ในวันที่ต้องอยู่ลำพัง ในวันที่ขาดคนเข้าใจ ในวันที่ต้องออกเดินเดินทางโดยปราศจากจุดหมายปลายทาง

จงอย่ายแพ้ จงมองขึ้นไปบนฟ้า มันยังจะมีแสงดาวสุกสกาว ที่คอยนำทางให้กับคนที่มีความหวัง และความเชื่อ

จงอย่ายอมแพ้

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

สตรีผู้นั่งประคองลูกชาย

โลกหมุนไปอย่างนิ่งๆ เราแทบไม่รู้สึก คนก็เดินสวนกันไปมาอย่างไม่รู้ เรื่องใหญ่บางเรื่องเคลื่อนตัวไปข้างหน้าแต่ไม่ยักกะมีใครรู้สึก 

ใครบางคนต้องฝังความเหน็ดเหนื่อยเอาไว้ในเม็ดเหงื่อ เขาต้องฝังความเศร้าเอาไว้ในหยดน้ำตา ใครคนนั้นต้องฝังความทรมานทั้งสิ้นเอาไว้ในบาดแผลเลือนๆ เพื่อประคองใครบางคนเอาไวัให้นานที่สุด 

คนก็เดินสวนกันไปมา พวกเขาไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น เงาเย็นๆ พาดผ่านไปบนร่างสองร่างนั้น แต่ร่างเล็กใหญ่คู่นั้นหาได้หวาดกลัว เพราะเขามีรักที่งดงาม รักที่มอบให้กันและกัน รักที่ทำลายทุกความจำกัด ทำลายทุกพันธนาการ ทำลายทุดเงื่อนไข 

เด็กชายคนนั้นปลอดภัยอยู่ในอ้อมอกของแม่ เขาหลับตาลงด้วยความวางใจ "แม่จะไม่ทิ้งเราแน่ๆ" 

น่าแปลก ... ที่พอเราไม่เหลืออะไร เราถึงจะเห็นความรักชัดเจน ความรักซ่อนตัวเองจากผู้ที่ไม่แสวงหา จากผู้ที่ไม่เห็นคุณค่า ความรักเป็นเพื่อนกับผู้ที่เห็นคุณค่า และให้ราคาที่สูง บางครั้งการจะรักใครสักอาจจะต้องเดิมพันด้วยชีวิต อาจจะต้องเป็นผู้ให้แม้เราจะไม่เหลืออะไร อาจจะต้องยืนหยัดแม้อาจจะล้มลงเต็มแก่

บุรุษผู้ยืนเปิดเพลงด้วย "บีบี"

คนเราบางคนนี่มันเจ๋งเนอะ ! ทั้งที่ล้มทั้งยืนไม่รู้กี่ครั้ง แต่ก็พยายามลุกขึ้นยืนใหม่ทุกครั้ง กลับไม่ถอดใจ ไม่เสื่อมศรัทธาในสิ่งที่ตั้งความหวังเอาไว้ 

เราจะมีชีวิตอยู่บนโลกกลมๆ นี้ นานเท่าไหร่กัน ??

เราจะได้เห็นเพื่อนๆ ได้อยู่กับครอบครัว ได้กินข้าวกับคนคนนั้นได้อีกกี่มื้อกัน กี่มื้อนะ ที่เราจะมีแรงกินมันด้วยตัวเอง คิดอย่างนี้ก็รู้เลยว่าช่วงเวลาวัยหนุ่มสาวของเรามันช่างสั่นจริงๆ ฉันคิดมันหลังจากได้เห็นเขาคนนั้น 

เขาเป็นชายตัวเล็กคนหนึ่งที่ฝันอยากจะเป็นดีเจ ทุกๆ วัน ตอนเย็นๆ เขาจะลากรถเข็นที่มีลำโพงติดอยู่ไปตามทางทางเท้า มันอยู่แถวประตูน้ำนี่เอง 

เมื่อเจอที่เหมาะๆ เขาจะหยุดรถ และเริ่มต้นจัดรายการวิทยุของตัวเอง เขาจะเปิดเพลงและพูดด้วยคำพูดละมุน ด้วยวาจาสุภาพ ชวนให้นึกถึงรายการวิทยุเก่าๆ สมัยเพลงลูกกรุง 

"ที่จบไปนะชื่อเพลงว่า ขอเป็นตัวเลือก ของวงกะลาครับ หากเรารักใครสักคน บางครั้งเราก็ไม่ได้อยากเป็นคนที่สำคัญของเขาเสมอไปครับ เพราะว่าไม่ว่าอย่างไร เขาก็ยังคงเป็นคนสำคัญสำหรับเราเสมอครับ"

เขาพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ นุ่มๆ แสนอ่อนโยน สิ่งเหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ในชายวัยกลางคนท่าทางคล้ายพี่เสกโลโซคนหนึ่ง 

เขาคงผ่านอะไรมาเยอะ คงเป็นตัวเลือกที่หลายคนไม่เลือก กระนั้นเขาก็ยังคงให้ความสำคัญกับคนอื่น แม้ว่าจะเป็นได้แค่ ... ก็ตาม 

เขาเปิดเพลงให้โลกใบนี้ได้กระชุ่มกระชวย ได้ยิ้ม และได้รู้สึก จากเพลงในชีวิตของเขามันไหลไปสู้ดวงใจของใครบางคน เขาเป็นที่จดจำ มีตัวตนอยู่ และสว่างไสวอยู่ท่ามกลางเงามืดดำของความสิ้นหวัง

เขาคงเคยล้ม คงเคยบาดเจ็บเหมือนเรา คงจะต้องร้องไห้ และรู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียวเหมือนเรา แต่ที่แตกต่างคือเขายังคงเดินต่อไป อย่างไม่มีเงื่อนไข

สำหรับฉันเขาคืออิสระภาพ เขาเหมือนกำลังใจ เขามีความหมายท่ามกลางโลกที่มึนงงใบนี้ สิ่งที่เขาคิดมันยืนยงไม่ว่าจะผ่านไปกี่แดดฝน หรือกี่ทิวาราตรี 

แน่ล่ะ ก็คนเก่งเขาไม่จำเป็นต้องมานั่งป่าวกระกาศว่าตัวเองเก่งนี่