วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ไมตรี

-------(คิดไม่ออก) -------

แดดเลียที่ขอบหน้าต่างในตอนเช้าเหมือนทุกวัน ต่างออกไปตรงที่วันนี้ผมได้มองมันนานกว่าที่เคย ผู้คนต่างออกไปทำงานด้วยความรีบเร่ง เสียงฝีเท้ากับบรรยากาศชวนเก็บที่นอนล่องลอยไปทั่ว ผมมองไปที่นาฬิกา "แปดโมงกว่า"

ผมนั่งอยู่บนที่นอน พลางเอื้อมมือออกไปพับผ้าห่มอย่างเมาขี้ตา พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะดึงตัวเองออกจากโลกแห่งความฝัน นี่มันวันหยุดนี่นา เมื่อวานคิดงานไม่ออกนี่นา ช่ายๆ นี่คือโลกที่ผมอยู่

ผมพยายามคิดทำสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำในวงการวิทยุ แต่ทุกครั้งที่ทำมันก็ดันไปซ้ำกับชาวบ้านทุกที ทำไมเราหามันไม่เจอ ไอ้สิ่งที่บรรเจิด แจ่มเจ๋งสุดๆ นั่น ทำมันถึงได้หายากเย็นนักนะ คิดไปหนักเขาอารมณ์ก็ขุ่นมัว

------- (ยิ้มสยาม) -------

"สวัสดี สบายดีมั้ย" ผมทักเธอแบบไม่ประวิสัญชนีย์

"สบายดีมากมาย แกอ่ะ" เธอถามมา

"กำลังใช้วันหยุด" ผมหลีกเลี่ยงคำว่าไม่สบายใจ

"อยู่ไหน"

"บ้านแสนอบอุ่น" ผมตอบ

"แกฟังเพลงที่ฉันร้องกับโธมัสรึยัง" ผมไม่ทันตอบเธอก็โพสลิ้งค์มาให้ เป็นคลิปมิวสิควิดีโอเพลงแนว new age เพลงหนึ่ง เธอร้องออกเสียงเองกับปากของเธอ ส่วนอีตาโธมัสก็เป่าทรัมเป็ตอย่างสุดพลัง เพลงทั้งเพลงออกมาหลอนคล้ายห้วงภวังค์ครั้งหนึ่งของพี่เสกโลโซ ก่อนธนูจะปักเข่าพี่แก "ฟังไปฟังมาก็เพราะดีเหมือนกันแฮะ"

"ชอบความคิดโธมัสอ่ะ" สื่อสารบรรยากาศได้ชัดดี เป็นงานศิลปะที่เจ๋งมาก

"แกชอบอะไรอ่ะ" เธอถาม

"ชอบไอเดียการนำเสนอนะ เออ อยากเป็นเพื่อนกับเขาอ่ะแก เขาใจดีป่ะ"

"ใจดีมาก เขาอยากเป็นเพื่อนกับคนทั้งโลกแหละ"

"เจน ถ้าจะขอสัมภาษณ์ออกรายการวิทยุของฉันได้มั้ยวะ"

"ได้นะ"

------- (สิ่งเติมเต็มใจ) -------

น่าแปลกนะที่ฝรั่งตาน้ำข้าวคนหนึ่งอยากเป็นเพื่อนกับคนทั้งโลกโดยไม่คิดอะไร ไม่กลัวที่จะเจ็บกับอุบัติเหตุของความสัมพันธ์ เขาเดินทางมายังประเทศที่เขาไม่รู้จัก เพื่อมาหยิบยื่นรอยยิ้มอันแสนจริงใจ สิ่งเรียบง่ายซึ่งมีคุณค่ายิ่งกว่าอะไร ในวันที่เราคิดว่าเราย่ำแย่ การมองออกไปนอกหน้าต่างความคิดตัวเอง ก็ทำให้เราได้รับกำลังใจเหมือนกัน การที่โลกนี้ยังมีคนดีอย่างนี้มันดีจริงๆ

มันเป็นเหมือนสภาพของคำว่าพระคุณ คือสิ่งดีที่เราได้รับอย่างฟรีๆ แม้จะไม่ค่อยสมควรได้รับก็ตาม

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

แรงบันดาลใจของวันพรุ่งนี้

ในชีวิตของเราจะมีช่วงเวลานานสักกี่วินาทีที่จะเป็นวินาทีประวัติศาสตร์ของเรา นานสักแค่ไหนกันที่เราจะภูมิสุดๆ กับอะไรบางอย่าง และสามารถเก็บมันเอาไปฝันได้ตลอดผมนั่งคิดขณะที่กำลังอ่านข้อความ ข้อความหนึ่งอยู่ มันอยู่อย่างแน่นิ่งเอื่ยเฉื่อยในโทรศัพท์มือถือ เฝ้ารอหยดน่ำตาที่กำลังจะตกลงมากระทบหน้าจอเล็กๆ อ่อนไหวไปมั้ยนะ ผมคิด

"กริ๊ดดด !! ทำไมทำร้ายเพลงพระราชนิพนธ์อย่างนี้" บางคนเขียน

เวทีมักเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเรา และมักเป็นศัตรูที่ร้ายกาจของคนที่อ่อนซ้อม ผมมักจะบอกคนอื่นแบบนี้เสมอ เพราะมั่นใจว่าตัวเองอยู่ในจุดที่ซ้อมหนัก ซื่อสัตย์กับการซ้อม ขยัน และเอาจิงเอาจัง แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป ผมล้มเหลวไม่เป็นท่า กลายเป็นเด็กทารกที่หวาดกลัวโลกใบนี้และสิ่งรอบข้าง ผมเลือกเพลงผิดเหรอ หรือว่าผมยังซ้อมไม่พอ หรืออะไร ผมพยายามหาคำอธิบายในขณะที่วันพรุ่งนี้กำลังจะมาถึง อดีตยังคงไล่ล่าอย่างไม่ปราณี

ตอนนี้ต้องหาวิธีผ่านมันไปให้ได้ ...

ผมทบทวนว่าผมทำอะไร เพื่ออะไรกันแน่ แล้วผมก็ได้คำตอบประการหนึ่งที่น่าพอใจว่า ผมร้องเพลงเพลงนี้เพื่อแสวงถึงความจงรักภักดี แสดงถึงความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อสังคม แน่นอนถ้าผมร้องไม่ดีก็อาจมีคนว่าบ้าง แต่ไม่เป็นไร ผมซ้อมทุกวัน ผมเต็มที่แล้ว และผมก็รักในสิ่งที่ทำ แม้หลายอย่างอาจจะยังไม่พร้อม แต่บนความไม่พร้อมนี่แหละเราก็ได้พิสูจน์ตัวเอง 

ผมจะไม่โทษโชคชะตา จะไม่โทษคนอื่น ไม่โทษสถานการณ์ ไม่โทษโกรธตัวเอง ผมจะวางมันลงยิ้มแล้วก้าวต่อไป พรุ่งนี้ไฟจะส่องหน้า พี่ๆ ที่หน้ามิกซ์จะมองผม เพื่อนๆ และคนที่มาดูจะเห็นผม เห็นความจงรักภักดี เห็นความเพียรพยายาม ถึงมันจะไม่ดีเมื่อเทียบกับใครๆ แต่ผมไม่ได้อยู่ที่ศูนย์ แม้มันจะไปไม่เร็วนัก แต่ก็กำลังมุ่งไปอย่างเต็มกำลัง 

"ไม่เคืองแค้น น้อยใจในโชคชะตา ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไป"

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ท่ามกลางความเงียบงัน

ผู้คนเคลื่อนตัวไปมาเหมือนหนอน สภาพ อันแสนวกวนนั้นสะท้อนอยู่ในแววตาของฉัน ไม่มีใครสนใจในกันและกัน น่าขยะแขยงสิ้นดี

ใครบางคนพยายามตะโกนบางสิ่ง ชายคนนั้นกำลังดิ้นรนจะทำอะไรกัน ผมมองดู สีหน้าเขากำลังเหมือนกำลังขอความเห็นใจ บางอย่างบอกว่า สิ่งที่เขาได้รับนั้นดูเหมือนไม่ยุติธรรม

ผมคิดในใจว่าทำไมโลกนี้ถึงต้องพูดกันด้วยระดับเสียงที่ดังเช่นนี้ เราไม่ได้ยินกัน หรือเราไม่สนใจกัน สังคมกำลังกลืนกินความรู้สีกของเรา เราห่วงกันยากมาก

มันเกิดอะไรขึ้นนะ ...

มันทำให้นึกถึงเรื่อนก่อนหน้า 'เราทำไม่ได้ มันไม่ mass' มันเป็นคำของคนแต่งเพลงจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของประเทศไทย ถ้าคำว่า mass หมายถังจุดร่วมของสังคม แล้วเราต้องทำเพลงให้โดนจุดนี้นั้น เพลงก็คงจะเป็นงานศิลปะแบบ 'ผิวเผินเหินห่าง' คือ ไม่สูงส่งควรค่าแก่การนำมาซาบซึ้ง และมันย่อมไม่สะเทือนใจอะไรทั้งนั้น 

ตุ้บบบ !!

ชายคนนั้นชักดิ้นชักงออยู่กับพื้นถนน รถยนต์พยายามขับเลี่ยงออกไป พวกเขาปฏิเสธการมีตัวตนของชายคนนี้อย่างสมบูรณ์แบบ คนมุงดูเต็มไปหมด เลือดไหลนองเต็มพื้น ชายคนนั้นใช้แรงเฮือกสุดท้ายบอกสิ่งสำคัญที่เขาต้องการไปแล้ว เขาใช้สิทธิ์สุดท้ายเรียกร้องความยุติธรรม 

สะพานลอยช่างโหดร้าย โลกนี้ช่างโหดร้าย 
สุดท้ายเราก็คิดกันแต่เศษเดนของงานศิลปะ คิดแค่ว่าต้องขายได้ ไม่มีใครคิดจะทำเพลงเพื่อเยียวยาคนอื่น 

ช่างเถอะเขาจากเราไปแล้ว ไม่ใช่พ่อเรานี่ ใครจะสนจริงมั้ย